ตอนพิเศษ: วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2558

สยามทัศนะ

(ตอนพิเศษ: วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2558)

 

             หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปลายปี 2556 ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ประท้วงการออกกฎหมายนิรโทษกรรม “เหมาเข่ง-สุดซอย” แต่เมื่อเหตุจบ ผลกลับไม่จบ และขยายผลไปสู่การเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จากแกนนำ กปปส.นำโดยพระ (สุ) เทพ จนนำไปสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในนาม คสช.ในที่สุด ซึ่งในทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 นี้ก็ได้กำหนดให้มีห้าองค์กรหลัก คือองค์กรนิติบัญญัติแทนรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งในนาม สนช. องค์กรขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (ตามข้อเสนอของ กปปส.?) ในนาม สปช. องค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในนามคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ องค์กรบริหารประเทศในนาม ครม. และองค์กรเหนืออำนาจเหล่านี้และอำนาจทั้งปวงในแผ่นดินในนาม คสช. รวมเรียกว่า “แม่น้ำ 5 สาย” ซึ่งการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นภารกิจหนึ่งของ คสช.ตาม “โรดแมประยะที่สอง” ที่วางเอาไว้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีข้อควรวิพากษ์วิจารณ์ทั้งก่อนและหลังยกร่างสำเร็จ ทั้งขณะยกร่างที่ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ “ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” พยายามลดค่าคะแนนเสียงของประชาชน โดยกล่าวโทษนักการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบว่า “ยิ่งเรียนสูงยิ่งชั่ว” ทั้งที่คนพูดก็จบปริญญาเอกเกียรตินิยมสาขากฎหมายมหาชนจากประเทศฝรั่งเศส เพียงเพื่อหวังจะกระทบชิ่งไปยังอดีตนายตำรวจผู้จบปริญญาเอกสาขาอาชญวิทยาจากสหรัฐอเมริกานาม “ทักษิณ ชินวัตร” เท่านั้นเอง แถมยังไม่ได้ดูเลยว่าประธานศาลปกครองสูงสุด “รองศาสตราจารย์ ดร.หัสวุฒิ วิทิตวิริยกุล” ก็เพิ่งถูกคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ลงมติสั่งพักงานเพราะ “เขียนจดหมายน้อย” ขอตำแหน่งให้ตำรวจผู้ใกล้ชิด และการลาออกของ สปช.และกรรมาธิการยกร่างฯ “ป้ามล ทิชา ณ นคร” ที่ผิดหวังจากข้อเสนอการเพิ่มบทบาทสตรีในทางการเมือง จึงคิดว่าตนเองเป็น “ปลาที่อยู่ผิดน้ำ” และกลับมาทำงานด้านสงเคราะห์เด็กและเยาวชนต่อไปเช่นเดิม

                และเมื่อ “ร่างแรก” ของรัฐธรรมนูญออกเผยแพร่สู่สาธารณชนหลังยกร่างครบทั้ง 315 มาตรา 4 ภาค แล้วก็ยังปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งพวกเดียวกันกับ คสช.และพวกตรงข้าม เนื่องจากเนื้อหาสาระที่ “ถอยหลังลงคลอง”  ตามธง เอ้ย! บัญญัติสิบประการในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 35 คือ

1.การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

2.การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย”

3.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

4.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่ง “ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง “อย่างเด็ดขาด”

5.กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดย “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

6.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริม “คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล” ในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

7.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่ง “สร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว” 

8.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ

9.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้

10.กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป

                ซึ่งแสดงออกผ่านทางบทบัญญัติต่าง ๆ ที่สำคัญเรียงตามลำดับมาตราในร่างรัฐธรรมนูญนี้ เพิ่มเติมจากเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่ “สืบเนื่อง” มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 (อ่านในลากไส้ “พันธมาร” ผลาญแผ่นดิน ตอนที่ 29 รัฐธรรมนวยหัวคูณ) ดังนี้

1.ขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความกรณีที่เข้าข่ายไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 7)

2.เปลี่ยนสถานะ “ประชาชน” ให้เป็น “พลเมือง” (หมวด 2 ประชาชน ส่วนที่ 1 ความเป็นพลเมืองและหน้าที่พลเมือง มาตรา 26-28) ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นแค่คำสุภาพ (euphemism) ที่มีความหมายเดียวกันเท่านั้นเอง เช่นเดียวกับถ้าพูดว่า “หนังเอวีเรื่องนี้เห็นยอดปทุมถันของนางเอกชัด ๆ เลย ผมนี่นั่งดูไปกินยำเล็บมือนางไป ตบท้ายด้วยขนมไข่หงส์” กับถ้าพูดว่า “หนังโป๊เรื่องนี้เห็นหัวนมของนางเอกชัด ๆ เลย ผมนี่นั่งดูไปกินยำตีนไก่ไป ตบท้ายด้วยขนมไข่เหี้ย” สองประโยคนี้มันก็สื่อความได้อย่างเดียวกัน เพียงแต่ประโยคแรกดูดีกว่าประโยคหลัง

3.ขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้สามารถสั่งเลิกการกระทำที่ส่อไปในทางล้มล้างการปกครองได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด เช่นเดียวกับที่เคยตีความมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 31)

4.จัดตั้ง “สภาตรวจสอบภาคพลเมือง” ทุกจังหวัด ๆ ละไม่เกิน 50 คน จากสมัชชาพลเมืองและ NGO ฝ่ายละไม่เกินหนึ่งในสี่ ส่วนที่เหลือมาจากการเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น โดยไม่คำนึงถึงการมีอคติต่อกัน เช่น อาจเป็นช่องทางให้คนแพ้เลือกตั้งใช้ “เล่นงาน” คนที่ชนะตัวเองได้อย่างไร้เหตุผล หรือในทางกลับกัน ก็อาจเป็น “กองเชียร์”  แบบไม่ลืมหูลืมตาก็ได้ (มาตรา 71)

5.กำหนด “do and don’t” หรือข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติขั้นพื้นฐานของผู้นำทางการเมือง (มาตรา 75) ดูเผิน ๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงก็มีสาระบางส่วนในการ “แขวะ” นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ชอบใช้วาจาไม่สุภาพ ปลุกระดมให้สังคมแตกแยก อยู่ภายใต้การครอบงำของ “คนแดนไกล” ใช้นโยบายประชานิยมสร้างคะแนนเสียงโดยทำหลายวินัยการคลัง และส่งเสริมให้ไม่เคารพกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอำนาจเหนือการเมืองก็ทำสิ่งเหล่านี้แทบจะครบ ไม่เชื่อลองไปฟังเวทีพรรคการเมืองสีฟ้าปราศรัย หรือย้อนไปดูผลงานของพรรคการเมืองแห่งนี้ที่มี “ทุนประเดิม” เจ็ดแสนบาทดูก็ได้

6.เปิดโอกาสให้มี “กลุ่มการเมือง” มาเป็น “เบี้ยหัวแตก” สำหรับส่งคนลง ส.ส.แข่งกับพรรคการเมืองเป็นครั้งแรก (มาตรา 76 วรรคท้าย)

7.สถาปนา “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ไว้สำหรับใช้ “ความดีและคุณธรรมจอมปลอมสั่งได้” มาจับผิดนักการเมือง และให้มี “คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ”  เป็นผู้ประเมินการทำงานของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง กกต. คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินและสิทธิมนุษยชน โดยไม่ระบุที่มาไว้โดยชัดแจ้ง กลับผลักให้เป็นภาระของกฎหมายอื่น (หมวด 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 1 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี มาตรา 77 หมวด 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตอนที่ 1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 267 วรรคท้าย ตอนที่ 2 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 270 วรรคท้าย ตอนที่ 3 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  มาตรา 271 วรรคท้าย และตอนที่ 4 ผู้ตรวจการแผ่นดินและสิทธิมนุษยชน มาตรา 275 วรรคท้าย)

8.กำหนดให้มี ส.ส. 450-470 คน โดยเป็น ส.ส.แบ่งเขต 250 คน ที่เหลือซึ่งจะอยู่ระหว่าง 200-220 คน เป็น ส.ส. party list และถือเป็นครั้งแรกที่นำระบบ open list คือให้ประชาชนสามารถเลือกผู้สมัครคนหนึ่งจากบัญชีแทนที่จะเลือกทั้งบัญชี แต่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ระบบ party list แบ่งประเทศเป็นภาคแม้ว่าจะเพียง 6 ภาคมิใช่ 8 ภาคดังในรัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนการแก้ไขก็ตาม รวมถึงมีวิธีการคำนวณคะแนนเพื่อหาจำนวน ส.ส. party list ที่สามารถยืดหยุ่นได้ตามคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับอีกด้วย แต่ถ้าคะแนน party list น้อยกว่าคะแนนแบ่งเขตทุกเขตรวมกัน ก็จะได้แต่เฉพาะ ส.ส.แบ่งเขตเท่านั้น (มาตรา 103-107) ซึ่งการลดปริมาณ ส.ส.แบ่งเขตนี้ก็ทำให้ ส.ส.ต้องดูแลประชาชนเพิ่มขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น  อีกทั้งระบบ party list แบ่งตามภาคในครั้งนี้ไม่ได้กำหนดให้แต่ละภาคมีประชากรใกล้เคียงกันด้วย จึงทำให้จำนวน ส.ส. party list ในแต่ละภาคไม่เท่ากัน

9.กำหนดห้ามผู้เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองหรือถูกตัดสินเกี่ยวกับคดีทุจริต “โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” และผู้เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งห้ามลงสมัคร ส.ส. (มาตรา 111 (8),(15)) ทั้ง ๆ ที่คนในบ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 พ้นโทษตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 และเดือนธันวาคม 2556  ตามลำดับ อีกทั้งการถอดถอนจากตำแหน่งก็เพื่อหวังสกัด “น้องสาวเจ้าระบอบทักษิณ” ที่ถูก “เผด็จการทหารเสียงข้างมาก” ถอดถอน มิให้หวนคืนสังเวียนการเมืองอีก การกำหนดเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการ “ตัดสิทธิตลอดชีวิต” โดยคำสั่งที่ “ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่กูไม่รู้ แต่ชอบใจกูก็แล้วกัน”

10.กำหนดให้ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าคะแนน vote no แม้จะได้คะแนนสูงสุดในบรรดาผู้สมัครด้วยกันก็ตาม (มาตรา 113) หากเกิดเหตุการณ์ “สองพรรคใหญ่” บอยคอตเลือกตั้ง มีแต่พรรคเล็กพรรคน้อย แล้วเกิดชนะเลือกตั้งแต่แพ้คะแนน vote no ขึ้นมาแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

11.กำหนดให้มี ส.ว. 200 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน โดยผู้สมัครทุกจังหวัดจะกี่คนก็ตาม ต้องถูกคัดกรองจนเหลือให้ประชาชน “บังคับเลือก” เพียงจังหวัดละ 10 คน โดยพิจารณาว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและ “คุณธรรม” หรือไม่ ที่เหลือมาจากการ “ลากตั้ง” จากอดีตข้าราชการพลเรือนระดับนักบริหารระดับสูง (ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า) 10 คน อดีตข้าราชการทหารระดับปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ 10 คน ผู้แทนวิชาชีพ 15 คน ผู้แทน NGO จำนวน 30 คน ผู้ทรงคุณวุฒิและ “คุณธรรม” ในด้านต่าง ๆ 58 คน (มาตรา 121)

12.เพิ่มกรณี “จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง” ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการขอประชุมวุฒิสภาในช่วงที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งนี้ได้ตามอำเภอใจ เช่น “ลักไก่” ตั้งนายกฯ คนนอก (มาตรา 141 (3))

13.ให้ ส.ว.เสนอร่าง พ.ร.บ.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้ด้วย (มาตรา 147 (3) และมาตรา 160 (3)) เมื่อผ่านสามวาระแล้วก็ให้ ส.ส.พิจารณา ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ติดดาบ” วุฒิสภาที่มีสมาชิกส่วนใหญ่มาจากการลากตั้ง ให้มีสิทธิอำนาจเสมอเหมือน หรือเผลอ ๆ อาจจะเหนือกว่าสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ

14.เปิดช่อง “นายกฯ คนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส.” โดยให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม โดยการขานชื่อทีละคน (มาตรา 172 วรรคท้าย) ทั้ง ๆ ที่เมื่อ 23 ปีก่อนมีคนต้องบาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้เพื่อให้นายกฯ มาจาก ส.ส.แท้ ๆ มาถึงวันนี้ก็กลับไม่เรียนรู้อะไรเลยจากประวัติศาสตร์อีก คงพอใจที่จะนอนเสวยอำนาจบนกองเลือดเนื้อของประชาชนล่ะมั้่ง

15.บังคับให้นายกฯ ต้องส่งรายชื่อ ครม.ให้ ส.ว.พิจารณาเสียก่อน มิฉะนั้นก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แถมถ้า ส.ว.ไม่เห็นชอบด้วย ก็ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้เช่นกัน (มาตรา 174)

16.บังคับให้นายกฯ และ รมต.ต้องให้ความสำคัญกับการประชุมสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะเคยเห็นสมัย “เจ้าระบอบทักษิณ” เป็นนายกฯ ไม่สนใจงานสภาเลย ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายบริหารก็มีภาระหน้าที่มากพออยู่แล้ว (มาตรา 178)

17.นายกฯ สามารถ “ชิง” ขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ได้ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะยื่นอภิปราย หรือผ่านทางการเสนอร่าง พ.ร.บ. โดยหากสภาผู้แทนราษฎรไม่ยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่แถลงเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนั้น ก็เท่ากับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรทันที (มาตรา 181-182) ซึ่งเท่ากับให้รัฐบาล “ถือไพ่” เหนือกว่าสภาผู้แทนราษฎร อันจะทำให้เป็น “เผด็จการรัฐสภา” ยิ่งกว่ารัฐบาลใน “เครือข่ายระบอบทักษิณ” ซะอีก

18.ให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเมื่อสภาผู้แทนราษฎรครบวาระหรือถูกยุบ ไม่สามารถรักษาการจนกว่าจะมี ครม.ใหม่ได้ดังเช่นที่ผ่านมา แต่ให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงรักษาการแทน รมว.กระทรวงนั้น ๆ และให้ปลัดกระทรวงเหล่านี้เลือกกันเองหนึ่งคนให้เป็นรักษาการนายกฯ และอีกสองคนเป็นรักษาการรองนายกฯ รวมกันเป็น ครม.รักษาการ (มาตรา 184) เนื่องมาจากความหวาดระแวงรัฐบาลรักษาการที่มาจากนักการเมือง

19.กำหนดวินัยทางการคลังให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม เพื่อหวัง “ดัดหลัง” รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งห้ามดำเนินนโยบายประชานิยม กำหนด “เงินแผ่นดิน” ให้หมายความรวมถึงเงินกู้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นหนี้สินมิใช่สินทรัพย์ของแผ่นดิน แม้จะกระทบต่อเงินคงคลังคือเงินสดของรัฐในแง่ของการจ่ายดอกเบี้ยก็ตาม กำหนดให้แสดงประมาณการรายรับในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นเอกสารที่มีรายละเอียดมาก ในชุดเอกสารงบประมาณที่มีหลายเล่ม ความหนารวมกันหลายพันหน้า จึงแยกไว้เป็นอีกเล่มหนึ่ง รวมถึงจัดตั้งศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณเพื่อหวัง “ติดดาบ” ให้ คตง. และ ป.ป.ช.อีกด้วย (ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 5 การคลังและงบประมาณ มาตรา 199-205 ภาค 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หมวด 1 ศาลและกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่ 4 ศาลปกครอง มาตรา 244 และส่วนที่ 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตอนที่ 3 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  มาตรา 274 (5))

20.กำหนดการดำเนินงานเกี่ยวกับข้าราชการ โดยห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งในทางการเมือง (แต่กลับยกเว้นบุคคลในแม่น้ำ 5 สาย) กำหนดให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการต้องเป็นไปตาม “ระบบคุณธรรม” โดยเฉพาะระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า เช่น เลขาธิการ ก.พ. ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการ สมช. เลขาธิการสภาพัฒน์ ผอ.สำนักงบประมาณ ผ่านทางคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม ที่วุฒิสภาเลือกจาก ก.พ. 2 คน ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าในอดีต 3 คนและปัจจุบัน 2 คนรวม 7 คน ทำนองเดียวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารชั้นนายพล (ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 6 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน มาตรา 206-207 และบทเฉพาะกาล มาตรา 305 วรรคสี่) เพื่อสถาปนา “รัฐข้าราชการ” ที่รัฐบาลเลือกตั้งไม่สามารถ “put the right man on the right job” ได้ มีเพียงแต่ “put the commanded man on the commanded job” เท่านั้น ส่วนใครจะ “command” หรือสั่งมาก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าก็คือใครที่ไม่อยากให้ข้าราชการยึดโยงกับประชาขน ทั้ง ๆ ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาขนแท้ ๆ นั่นแหละ

21.กำหนดให้มี “สมัชชาพลเมือง” เพื่อเป็นพี่เลี้ยง (หรือเป็นคนชี้นิ้วสั่ง) ราชการส่วนท้องถิ่น (มาตรา 215) โดยไม่ได้คำนึงถึงเหตุที่จะเกิดจากการมีอคติต่อกัน เช่นเดียวกับสภาตรวจสอบภาคพลเมือง

22.กำหนดให้มีวาระการดำรงตำแหน่งของประธานศาลทุกศาล เว้นแต่ศาลทหาร ให้ทุกศาลมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ยกเว้นศาลทหารเช่นกัน ที่มีหน่วยธุรการคือกรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมในส่วนกลาง และจังหวัดทหารบกหรือมณฑลทหารบกแล้วแต่กรณีในส่วนภูมิภาค และให้กระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลทหาร ซึ่งเป็นข้าราชการทหาร มิใช่เป็นข้าราชการตุลาการ ให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะ (มาตรา 226-227 มาตรา 232 และมาตรา 245)

23.เพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรม เพื่อจะได้นำความผิด “ละเมิดอำนาจศาล” มาใช้รังแกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้โดยสะดวกโยธิน (มาตรา 232 วรรคท้าย)

24.กำหนดให้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายกฯ ครม. ส.ส. ส.ว. และกรรมการองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐต่อสาธารณะ (มาตรา 247 วรรคท้าย) ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวหมายความรวมถึงข้าราชการตุลาการหรือไม่ และทำไมไม่ยอมให้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของข้าราชการประจำระดับสูงด้วย ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน

25.กำหนดห้ามฝ่ายการเมืองดำเนินการที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (มาตรา 248) แต่กลับปรากฏต่อสังคมว่าอำนาจเหนือการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนในหลาย ๆ นโยบายที่เคยขัดขวางรัฐบาลประชาธิปไตยแล้วหยิบมาทำซะเองในนามรัฐบาลคณะรัฐประหาร เช่น โครงการจัดการทรัพยากรน้ำ และโครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง

26.ถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งจาก กกต.ไปยัง “คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง” (กจต.) ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่ปลัดกระทรวงนั้น ๆ หรือ ผบ.ตร.แล้วแต่กรณีเลือกมาหน่วยงานละหนึ่งคน (มาตรา 268) แล้วอย่างนี้การจัดการเลือกตั้งจะเป็นอิสระได้อย่างไรกัน

27.ควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม.เข้าด้วยกันเป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและสิทธิมนุษยชน”  จำนวน 11 คน แต่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม.ชุดเดิมจำนวน 10 คน ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระที่กำหนดไว้เดิม และให้สำนักงานของทั้งสองหน่วยงานควบรวมกันเป็นสำนักงานเดียวต่อไป (หมวด 3 หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตอนที่ 4 ผู้ตรวจการแผ่นดินและสิทธิมนุษยชน มาตรา 275-276 และบทเฉพาะกาล มาตรา 311)

28.บังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างน้อยสองชุด (5 ปีนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้) ต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศและสร้างความปรองดองตามเกณฑ์ขั้นต่ำ (minimum requirements) ที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนด เพื่อป้องกันการ “เสียของ” ของการรัฐประหารครั้งนี้ ทั้งการจัดตั้ง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” จาก สปช. 60 คน สนช. 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 30 คน รวม 120 คน และ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” จำนวน 15 คน มีหน้าที่สั่งการให้ ครม.ดำเนินการปฏิรูปตามที่ตนเองร้องขอ รวมถึงสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องผ่านทางวุฒิสภาได้ด้วย เรียกได้ว่ามีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภาแบบ “กรมการเมือง” (politburo) ของประเทศคอมมิวนิสต์เลยล่ะ พร้อมทั้งกำหนดสาระสำคัญที่จะต้องปฏิรูป อาทิ การปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะข้อเสนอการ “ตัด” อำนาจฝ่ายการเมืองจากตำรวจ แยกงานสอบสวนออกจาก สตช. แต่กลับให้จังหวัดซึ่งเป็นกลไกของฝ่ายบริหารมาร่วมสอบสวน แถมยังไม่พูดถึงความยึดโยงระหว่างตุลาการกับประชาชนซะด้วยสิ และยังไม่กล้าพูดถึงเรื่องการปฏิรูปกองทัพอีกด้วย การปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะการรีบเร่งยกฐานะจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเต็มพื้นที่จังหวัด การปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติขึ้นตรงต่อนายกฯ โดยไม่แน่ใจว่าจะซ้ำซ้อนกับงานของสภาการศึกษาหรือไม่ การจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ” จำนวน 15 คน จากผู้ที่มิได้ “ถือหาง” ใด ๆ ในทางการเมือง ทั้งนี้ หากไม่มีการทำประชามติต่อวาระอีกไม่เกิน 5 ปีเมื่อครบ 5 ปีแล้ว รัฐธรรมนูญภาค 4 การปฏิรูปและสร้างความปรองดอง มาตรา 277-298 นี้ก็ให้สิ้นผลทันที

29.กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม กล่าวคือ นอกจากจะต้องผ่านวาระที่สามด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสองในสาม (มิใช่กึ่งหนึ่งอย่างเดิม) ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาแล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสียก่อน หรือหากเป็นเนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อ “บัญญัติสิบประการ” เมื่อผ่านรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงดังกล่าวแล้วยังไม่พอ ต้องส่งให้ กกต.นำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกด้วย (หมวดสุดท้าย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 299-302)

30.สิบสามมาตราสุดท้ายเป็นบทเฉพาะกาลว่าด้วยการดำเนินการต่าง ๆ ในระยะเปลี่ยนผ่าน อาทิ สถานะของบุคคลต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ การยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยยังคงให้ ส.ว.ชุดแรกดำรงตำแหน่งเพียงครึ่งวาระ (สามปี) ส่วน ส.ว.ลากตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมครึ่งหนึ่งก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ และ ส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่งเหตุอยู่เพียงครึ่งวาระนี้ก็สามารถ “เบิ้ล” วาระต่อไปได้ แต่ในมาตรา 315 มาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญนี้น่ะสิที่มันมีผลบังคับ “ไม่เฉพาะกาล” กล่าวคือนิรโทษกรรมให้กับ “คสช.แอนด์เดอะแก๊ง” สีบเนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 47-48 เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 โดยยังปราศจากการต่อต้านในประเด็นนี้จากบรรดา “นกหวีดคนดี” แม้เพียงน้อยนิด (มาตรา 303-315)

                จนนำมาซึ่ง “สรรพฉายา” ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเฉพาะ ” (ไอ้) ปื๊ด เรือแป๊ะ” “หน้าขาวฟันเหยิน” ตามชื่อเล่นและฉายาของศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ตามลำดับ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ฉบับนั้น แถม “แป๊ะ” ยังมีหน้ามาบังคับให้นักการเมืองและประชาชนต้องยอมรับนับถือรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยร่ำ ๆ ว่าจะไม่มีประชามติซะอีก โดยอ้างว่าไม่อยากให้สังคมแตกแยก ทั้งที่เนื้อหาดังที่ได้กล่าวมาเต็มไปด้วยผู้คัดค้าน ทั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองและพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ ที่มองว่า คสช.กำลังจะสืบทอดอำนาจผ่านทางกลไกที่ได้บัญญัติไว้ดังกล่าว เข้าข่าย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ยิ่งกว่านักการเมืองซะอีก ตำรวจ ตุลาการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรอิสระที่กำลังจะต้องถูกเปลี่ยนแปลง และแม้แต่ สปช.ที่จะเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติม ที่ไม่ใช่แปรญัตติ เพราะหากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่เห็นด้วย สปช.ก็ไม่มีสิทธิ์สงวนคำแปรญัตติมาอภิปรายซ้ำ อีกทั้งคุณก็ไม่มีหน้าที่มา “คิดแทนคนอื่น” แบบที่อำนาจเหนือการเมืองผู้ครอบงำคุณอยู่ชอบทำ ถึงขนาดมาเที่ยวชี้หน้าบอกว่าถ้ากลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับอื่นแล้วบ้านเมืองจะเกิดปัญหา และทั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้แท้ ๆ ว่าถ้าจะแก้ไขในประเด็นสำคัญต้องผ่านประชามติก่อน แต่ตัวรัฐธรรมนูญเองทำไมไม่ผ่านประชามติ แถมคุณยังมีหน้ามาพูดอีกด้วยนะว่าเสียดายเงินงบประมาณทำประชามติ 3,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่คณะรัฐประหารของคุณและทุกคณะรวมกัน “ล้างผลาญ” เงินแผ่นดินไปกันกี่ล้านล้านบาทแล้ว เงินแค่นี้ทำมาเสียดาย ถุย!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

15 พฤษภาคม 2558

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s