ตอนพิเศษ: ข้อเสนอปฏิรูปกองทัพไทยในหกมิติ

สยามทัศนะ

(ตอนพิเศษ: ข้อเสนอปฏิรูปกองทัพไทยในหกมิติ)

 

                  เป็นที่ทราบกันดีว่ากองทัพไทยมีประวัติความเป็นมาที่ผูกพันกับสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากคำว่า “พระมหากษัตริย์” แปลตามศัพท์ได้ว่า “นักรบผู้ยิ่งใหญ่” จากพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ในยุคโบราณ ที่ทรงกระทำศึกสงครามเพื่อรักษาเอกราชและดินแดนแห่งพระราชอาณาจักร แม้ว่าในเวลานั้นยังไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจนว่าอาณาจักรไทย หรือในเวลานั้นคือสุโขทัย อยุธยา หรือธนบุรีแล้วแต่กรณีอยู่ ณ ที่ใด ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับสถาบันกษัตริย์ในนานาประเทศ จึงมีกองทัพที่มีความผูกพันและยึดโยงกับสถาบันกษัตริย์เป็นกรณีพิเศษ ถึงขนาดมีคำว่า “Royal” หน้าชื่อกองทัพของตนมาจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลสมัยเปลี่ยนแปลงไป พระมหากษัตริย์มิได้ทรงกระทำสงครามกับอริราชศัตรูด้วยพระองค์เองแล้ว แต่ก็ยังถือเป็นหน้าที่ของกองทัพที่จะต้องปกปักรักษาสถาบันนี้ให้อยู่คู่กับประเทศของตน ในฐานะ “ประมุขแห่งรัฐ” และในฐานะ “จอมทัพ” ส่วนบทบาทหน้าที่อื่น ๆ ก็สมควรได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมแก่บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ก็เป็นที่น่าเศร้าใจว่า การ “เสี้ยมสอน” ของกองทัพไทยต่อกำลังพลในเรื่องดังกล่าวถูกทำให้กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ถึงขั้นพยายามเปลี่ยนคนในชาติเดียวกันให้เป็น “อริราชศัตรู” ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีมูลความจริงแต่ประการใด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพไทยจะต้อง “ปรับทัศนคติ” ของตนเองทั้งในเรื่องดังกล่าวและการบริหารจัดการกองทัพในภาพรวมทั้งหกด้าน ตามประเภทของฝ่ายอำนวยการ ในโอกาสที่กองทัพไทยได้เข้ามา “ปฏิรูปบ้านเมือง” (จะโดยตนเองหรือ “ใครสั่งมา”ก็แล้วแต่) ดังจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป

1.มิติด้านกำลังพล

                ในปัจจุบันกองทัพไทยมีกำลังพลประจำการกว่าสามแสนนาย ในชั้นยศต่าง ๆ ตั้งแต่สิบตรี จ่าตรี จ่าอากาศตรีไปจนถึงยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก นอกจากนี้ ก็ยังมีกำลังพลกึ่งทหารและกำลังพลสำรองอีกกว่าสองแสนนาย ทั้งทหารพราน และทหารเกณฑ์ และผู้ผ่านการฝึกวิชาทหารรักษาดินแดน (รด.) อย่างผู้เขียนอีกจำนวนหนึ่ง ที่มีความสามารถในการรบต่าง ๆ กันไป ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาดูแล้วก็จะพบว่า กองทัพไทยมีทหารชั้นยศนายพลกว่า 1,500 นาย หรือร้อยละ 0.5 ของจำนวนทหารทั้งหมด ในจำนวนนี้สามารถแยกย่อยลงไปเป็นตำแหน่งคุมกำลังอย่างผู้บัญชาการกองพล รองแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค รองผู้บัญชาการทัพเรือภาค เสนาธิการทัพเรือภาค รองเจ้ากรมฝ่ายเสนาธิการ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ หรือเจ้ากรมฝ่ายสนับสนุนในชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี แม่ทัพภาค ผู้บัญชาการทัพเรือภาค รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เสนาธิการกองเรือยุทธการ เจ้ากรมฝ่ายเสนาธิการ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยทั้งสามเหล่าทัพในชั้นยศพลโท พลเรือโท พลอากาศโท ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เจ้ากรมและผู้อำนวยการหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศในชั้นยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และปลัดกระทรวงกลาโหม รองปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนาธิการทหาร ผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้ช่วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการกองเรือยุทธการในชั้นยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก (อัตราจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ) และตำแหน่ง “แขวน” ที่มีชั้นยศนายพลแต่มิได้คุมกำลังอย่างตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ชำนาญการของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพในชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ที่ปรึกษาและที่ปรึกษาพิเศษในชั้นยศพลโท พลเรือโท พลอากาศโท และพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และประธานคณะที่ปรึกษาในชั้นยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก (อัตราจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ) ซึ่งตำแหน่ง “แขวน” นี้แม้ไม่มีลูกน้องอยู่ใต้บังคับบัญชา แต่ก็ “เยอะ” ซะเหลือเกินจนแทบจะชนกันเองอยู่แล้ว จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้ลดตำแหน่งเหล่านี้ลง โดยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นอาจจะให้ผู้อยู่ในตำแหน่งนี้อยู่ต่อไปจนกว่าจะพ้นราชการหรือเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอื่น เมื่อตำแหน่งนี้ไม่มีผู้ครองแล้วก็ให้ยุบเสีย จนกว่าตำแหน่ง “แขวน” เหล่านี้จะมีประมาณไม่เกิน 20% หรือหนึ่งในห้าของตำแหน่งคุมกำลัง และห้ามเปิดตำแหน่งลักษณะนี้เพิ่มเติมอีกตลอดไป และสมควรที่จะโอนอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลกลับไปยังฝ่ายการเมือง ดังเช่นข้าราชการพลเรือน เพื่อให้ข้าราชการทหารยึดโยงกับประชาชนและตัวแทนประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                นอกจากนี้แล้ว นายทหารที่มิได้มาจากโรงเรียนทหาร ซึ่งส่วนใหญ่บรรจุในเหล่าสนับสนุน เช่น เหล่าพระธรรมนูญ สารบรรณ การเงิน เสนารักษ์ ก็สมควรปรับปรุงอัตรากำลังให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน โดยอาจพิจารณาให้พ้นราชการเมื่ออายุครบ 45 ปี หรือรับราชการมาประมาณ 20 ปี เพื่อให้สามารถไปประกอบวิชาชีพอื่นตามสาขาวิชา อาทิ ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ผู้สอบบัญชี แพทย์ในหน่วยงานอื่นในฝ่ายพลเรือนหรือเอกชนแทนได้ หรือหากจะรับราชการทหารต่อก็ให้ชะลอการเลื่อนยศ แต่ให้ได้รับการเลื่อนเงินเดือนขึ้นในฐานะข้าราชการกลาโหมพลเรือน เพื่อลดปัญหานายพลล้นกองทัพได้อีกทางหนึ่ง (แนวคิดนี้ปรับปรุงมาจากข้อเสนอของพลเอกสุจินดา คราประยูร ที่ให้สัมภาษณ์วาสนา นาน่วม เมื่อครั้งทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท) ส่วนกำลังพลสำรองนั้น ก็อาจมีการปรับปรุงการเกณฑ์ทหาร หรือการตรวจเลือกบุคคลเข้ากองประจำการ ให้ลดปริมาณการตรวจเลือกในแต่ละปีลง เพื่อให้ “คน” กับ “งาน” สมดุลกัน จะได้ไม่ต้องมี “ไอ้เณร” ว่างงานจนต้องไปเป็นคนรับใช้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ และนำไปสู่กรณีที่พลทหารล่วงรู้ความลับจนต้องถูก “ฆ่าปิดปาก” ดังเช่นกรณีพลทหารอภินพเมื่อปี 2552 กล่าวโดยสรุปก็คือ แนวคิดที่เสนอมานี้ก็เพื่อต้องการให้ปัญหากำลังพล “คนล้นงาน” หมดลงไปในทุกระดับนั่นเอง

2.การข่าว

                เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรื้อรังมานานนับทศวรรษ และเหตุการณ์อื่น ๆ ที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของขาติ ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าการได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ถูกต้องครบถ้วน หรือที่เรียกว่า “การข่าวบกพร่อง” ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการแสวงหาข่าวสารให้ถูกต้องครบถ้วน ทั้งการลาดตระเวนตรวจตราความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการ “ผูกใจ” ประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามาเป็นหูเป็นตาในการป้องกันภัยคุกคามหรือ “เป็นสาย” ให้แก่ทางการ เช่นเดียวกับในวงการตำรวจที่ได้ทำเช่นนี้ในการหาข่าวคดียาเสพติดและการพนันอยู่เนือง ๆ หาใช่ผลักมิตรเป็นศัตรูดังที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

3.ยุทธการและการฝึก

                การปฏิบัติภารกิจทางทหารทั้งทางสงครามและมิใช่สงคราม จะต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม หาใช่อ้างตนว่า “เป็นทหารของพระราชา” แต่กลับทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนผู้เสียภาษีเลี้ยงดูกองทัพ ดังเช่นการมีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองอย่างในปัจจุบัน กองทัพควรยอมรับนับถืออำนาจที่มาจากประชาชน ปฏิบัติตนเป็น “แขนขา” หนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตย มิใช่เป็น “กล้ามเนื้อนอกบังคับ” แม้ว่าจะเป็นทหารของพระราชา แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย จึงสมควรที่จะต้อง “เห็นหัว” ประชาชนด้วย นอกจากนี้แล้วภารกิจทางทหารที่ไม่ใช่สงคราม (military operation other than war: MOOTW) อาทิ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การพัฒนาชุมชนและสังคม และการแพทย์ทหาร ก็ควรมีบทบาทในการพัฒนาประเทศร่วมกันกับภาคส่วนอื่น ๆ ไปด้วย ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 รวมถึงการขยายภารกิจดังกล่าวสนับสนุนประเทศใกล้เคียงอื่น ๆ ดังเช่นกรณีพายุนาร์กีซถล่มพม่าเมื่อปี 2551 และกรณีแผ่นดินไหวเนปาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมของกองทัพไทยในเวทีภูมิภาคและเวทีโลก ในส่วนของหลักสูตรการฝึกศึกษาทางทหารในทุกระดับ ก็สมควรที่จะได้มีการปรับปรุงให้ผู้เรียน “ยอมรับนับถือ” อำนาจของประชาชน ในฐานะเจ้าของประเทศ มิใช่ในฐานะผู้อาศัยแผ่นดินที่หาก “หืออือ” ขึ้นมาต้องถูกลงโทษดังที่ได้กล่าวมา ณ ตอนต้นบทความนี้และย่อหน้านี้ เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดมาหลายครั้งแล้วว่าทหารส่วนหนึ่งในกองทัพถูก “ล้างสมอง” ด้วยเรื่องดังกล่าวจนสามารถทำเช่นนั้นได้อย่างหน้าตาเฉย โดยไม่แคร์ว่าหาก “เหยื่ออวิชชา” นี้เป็นพ่อแม่ลูกเมียของตนเข้าบ้างแล้วจะเป็นอย่างไร

4.การส่งกำลังบำรุง               

                สถาบันอุดมศึกษาชั้นแนวหน้าของไทยหลายแห่งมีความสามารถในการผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาโทและปริญญาเอก) ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ โดยงานวิจัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเหล่านี้ และงานวิจัยของบรรดาคณาจารย์ หลายชิ้นเป็นงานที่สามารถ “ขึ้นห้าง” คือนำไปใช้ได้จริงในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงด้านการทหารด้วย จึงเป็นการดีอย่างยิ่งที่กองทัพจะได้พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันเหล่านี้ ในการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทางการทหาร เพื่อนำศักยภาพของนักวิจัยไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยที่จะได้ “ลด ละ เลิก” พึ่งพาการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้ด้วย (ในปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาทางทหาร กองทัพบก (สวพ.ทบ.) ในเรื่องดังกล่าวแล้ว และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ยังได้ร่วมมือกับโรงเรียนนายร้อย จปร.เปิดหลักสูตรปริญญาโททางวิศวกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศอีกด้วย)

5.กิจการพลเรือน

                ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า กองทัพไทยก็คือส่วนหนึ่งของราชการฝ่ายบริหาร ที่จะต้องมีความยึดโยงกับประชาชนในฐานะเจ้าของเงินภาษีที่หล่อเลี้ยงกองทัพด้วย จึงสมควรที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการทหาร โดยนอกจากจะมี “จเรทหาร” ที่ทำหน้าที่ตรวจราชการในฐานะ “คนใน” แล้ว ในหน่วยงานทหารระดับกองพลหรือเทียบเท่าขึ้นไป ก็น่าจะมี “คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำ … (ชื่อหน่วยทหาร) ” โดยมีสมาชิกรัฐสภาซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการการทหารของทั้งสองสภา สื่อมวลชนสายทหาร ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ “คนนอก” ตรวจสอบกิจการของกองทัพ รวมถึงการประชาสัมพันธ์  (public relations: PR) ของกองทัพก็ควรเป็นการสื่อสารสองทาง (two-way communication) เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยทั่วไป แทนที่จะเป็นการ “โฆษณาชวนเชื่อ” ฝ่ายเดียวดังที่เคยทำมา

6.การเงินและการงบประมาณ (การปลัดบัญชี)

                หน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ได้มีการจัดทำรายงานประจำปี (annual report) เพื่อแถลงผลการดำเนินงานในรอบปีให้สาธารณชนได้รับทราบ ซึ่งฝ่ายทหารก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน แต่ไม่เคยแสดงงบการเงินของหน่วยงานเหล่านี้ร่วมด้วยเลย จึงสมควรเพิ่มเติมข้อมูลส่วนนี้ลงไปด้วย เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปได้รับทราบว่ากองทัพที่ตนร่วมเป็นเจ้าของอยู่นั้นมีอะไรอยู่ในครอบครองบ้าง เงินงบประมาณที่รับไปแต่ละปี ๆ นั้นได้นำไปใช้จ่ายอย่างไร และควรนำรายงานดังกล่าวเสนอให้รัฐสภาทราบด้วย เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่มีข้อสงสัยลักษณะเดียวกัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้แทนฝ่ายทหารที่เข้ามาชี้แจง เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่มีกฎหมายระบุให้นำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐสภา หากจะอ้างว่าข้อมูลการใช้จ่ายทางทหารสมควรจะเป็นความลับ ก็ไม่ควรนำข้อมูลงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหมลงตีพิมพ์ในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีไปเลยสิ ซึ่งเอกสารชุดนี้พิมพ์แจกจ่ายให้ ส.ส.และ ส.ว.ที่เป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ และประชาชนทั่วไปก็ยังสามารถ download ได้จาก website สำนักงบประมาณ (www.bb.go.th) อีกด้วย

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

31 พฤษภาคม 2558

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s