สยามทัศนะ (กรกฎาคม-กันยายน 2558)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 4-6 กรกฎาคม-กันยายน 2558)

 

                        หลังจากกระแส “โปรไฟล์สีรุ้ง” แพร่กระจายทั่วไปในโลกสังคมออนไลน์ อันมีที่มาจากคำตัดสินของศาลสูงแห่งสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ชาว “สีรุ้ง” หรือกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถสมรสกันได้ระหว่างเพศเดียวกัน เช่นเดียวกับคนต่างเพศ ก็ทำให้หวนนึกถึงความพยายามของคนบางคนที่มีลักษณะแบบเดียวกันนั้น ที่ต้องการยืมมือ “ลุงตู่และชาวคณะ” ในการก้าวขึ้นสู่พลังอำนาจในปฐพีที่ยังคง “แผลงฤทธิ์” ต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยเรื่อยมา ปากก็บอกว่าเกลียดการโกง แต่ตัวเองแอนด์เดอะแก๊งก็โกงอำนาจแบบไม่อายฟ้าดิน ล่าสุดก็ถึงขั้น “สั่ง” ให้พระ (สุ) เทพ ผู้ทำลายสถาบันครอบครัวของคนอื่น ด้วยการ “แย่งเมียเขามาเป็นเมียตัวเอง” แต่ยังมีหน้าประกาศว่าจะปกป้องสถาบันที่ใหญ่กว่านั้น ถอดผ้าเหลืองออกมาทำ “สงครามครั้งสุดท้าย” ผ่านทางข้ออ้างแบบแผ่นเสียงตกร่อง “ต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ในวันสำคัญ 28 กรกฎาคม ผ่านทางมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ถึงขนาดเปิดเวทีแถลงข่าวใจกลางเมืองแบบไม่เกรงใจฝ่ายการเมืองตรงกันข้าม จนถูกตั้งฉายาว่า “มูลนิธินกหวีด” นี้คงจะมาเป็น “แม่น้ำสายที่หก” เพื่อใช้ในการต่อรองให้ “คนในเรือแป๊ะ” อย่าง สปช.ต้องรับ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเรือแป๊ะ” ในวันที่ 6 กันยายนให้จงได้ และเตรียมตั้งอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ “กษิต ภิรมย์” ผู้เคยใช้ปากโจมตีผู้นำประเทศเพื่อนบ้านเป็นโฆษกฝ่ายต่างประเทศอีกต่างหาก ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชาวสวนยาง “ควนหนองหงส์” สองรายที่เคยออกมาเคลื่อนไหวต่อรองเรื่องราคายางในปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก่อนมี “ม็อบนกหวีด” ไม่นาน ก็เพิ่งจะออกมา “ขอโทษ” คนไทยทั้งประเทศที่เป็นชนวนเหตุหนึ่งของการรัฐประหาร คสช. และพวกตนก็ “ตาสว่าง” แล้วว่ารัฐบาลเลือกตั้งยังออกมาต่อรองเรียกร้องอะไรก็ได้ ผิดกับรัฐบาลทหาร

                        จึงอยากฝากไปยังประธาน กปปส.ผู้เชี่ยวชาญในวิชาประวัติศาสตร์ แต่สาวกของคุณก็ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์ไว้ ณ ที่นี้ว่า ถ้าการกระทำของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้มีอายุครบหกรอบครึ่งเมื่อสองวันก่อนที่พระ (สุ) เทพถอดผ้าเหลืองนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” ที่อยากได้ชัยชนะโดยไม่สนใจวิธีการ การกระทำของประธาน กปปส.สีม่วงนั้นก็คงยิ่งเลวระยำกว่านั้นเป็นล้านเท่า เพราะคุณเล่นเอาประเทศชาติเป็นเดิมพัน จะฉิบหายวายป่วงเพียงใดท่านไม่สน สนเพียงแค่กูได้อำนาจสูงสุดในแผ่นดิน แล้วมาตอแหลว่านี่คือการปฏิรูปประเทศ ถึงขนาดพูดกับคนใกล้ชิดว่าอยู่ร่วมโลกกับน้องสาวเจ้าระบอบทักษิณไม่ได้ แถมยังสั่งไม่ให้ใครทำอันตราย “ลุงกำนัน” ในช่วงม็อบนกหวีดซะอีก จนจากการประท้วงคัดค้านกฎหมาย “นิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอย” ที่ถูกถอนออกจากวาระการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว ก็พัฒนาไปสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ดังที่ทุกท่านก็ทราบกันดี พร้อม ๆ กับที่ “โล้นห่มเหลืองสุวิทย์” ผู้คิดจะ “ขายที่วัดอ้อน้อยแดก” ก็เร่งเดินเกมเล่นงาน “ธัมมชโย” แห่งวัดพระธรรมกายโดยอ้างคดี “ฮุบที่วัด” ทั้ง ๆ ที่ไม่มีมูลความจริง แถมยังข่มขู่แกมบังคับให้รีบจัดการซะก่อนพระราชทานเพลิง “สมเด็จเจริญ” พระสังฆราชวัดบวรฯ ผู้ออกพระลิขิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อหวังสกัด “สมเด็จช่วง” วัดปากน้ำภาษีเจริญ องค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโยที่ “โล้นสุวิทย์” เคยบังอาจเคยยกแก๊งเอาของต่ำไปถวายมาแล้ว ไม่ให้เป็นสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แถมในช่วงปลายเดือนกันยายน ประธาน กปปส.ท่านก็ยังอุตส่าห์ฝาก “น้องตั๊น” จิตหงุดหงิม เอ้ย! จิตภัสร์ กฤดากร ไปเป็นตำรวจระดับรองสารวัตร 191 โดยอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาต่างประเทศ สอดรับกับประชาคมอาเซียนที่จะมาถึงในปลายปีนี้ อันที่จริงใครจะไปเป็นอะไรก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก แต่ประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ว่าคุณคือผู้หมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจ ทั้งการนำมวลชนรื้อป้ายที่ทำการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขับรถแบ็คโฮลเข้าไปยัง บช.น. หน่วยต้นสังกัดของ 191 และการโจมตีกิจการตำรวจว่ารับใช้ฝ่ายการเมือง สมควรต้องปฏิรูป พวกคุณก็ไม่นำพาที่จะจำ หรือเพราะสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างคุณกับประธาน กปปส. ขนาดมีภาพปรากฏในสื่อออนไลน์มันมาบดบัง memory ส่วนนี้ไปหมด แต่โชคดีว่าแรงกดดันของตำรวจชั้นผู้น้อยก็ยังมีผลอยู่บ้าง จน “ตั๊น จิตภัสร์” ผู้เคยถอดผ้าโชว์ และแจกปฏิทินรูปคนถอดผ้าถึงในทำเนียบรัฐบาลมาแล้วต้องถอดใจไปในที่สุด

                        แต่ไม่ว่าอำนาจเหนือการเมือง “สีม่วง” จะรู้เห็นเป็นใจกับการยึดอำนาจการปกครองนี้หรือไม่ก็ตาม แต่รัฐบาลทหาร คสช.นำโดยนายกฯ ลุงตู่ก็ได้สร้างปัญหาบางอย่างที่สังคมควรรับทราบไว้ ณ ที่นี้ ทั้งการแก้ปัญหาภัยแล้งแบบแล้งน้ำใจ กล่าวคือ ไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาแบบทันท่วงทีและยั่งยืน เช่น สั่งการทำฝนเทียม โดยอ้างการขาดแคลนงบประมาณ แต่กลับสั่งชาวนาห้ามทำนา และให้กรมชลประทานงดหรือจำกัดการจ่ายน้ำเข้านา จนนำมาซึ่งการทะเลาะแย่งชิงน้ำกันระหว่างชาวนาแปลงใกล้เคียงกัน จึงเห็นได้ว่าปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มันเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกจริง ๆ และยังส่งผลให้น้ำเค็มสามารถเอาชนะน้ำจืด หนุนมาถึงต้นน้ำคลองประปาที่จังหวัดปทุมธานี จนน้ำประปาในเมืองหลวงแทบ “ดื่มไม่ได้” ด้วยรสชาติกร่อยจากฤทธิ์น้ำทะเลที่เจือปนอยู่พักหนึ่ง แม้ว่าในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมจะมีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ จนทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่เพิ่งจะแล้ง อีกทั้งยังมีพายุ “หว่ามก๋อ” เข้าประเทศไทยทางภาคตะวันออกและอีสาน รวมถึงลมมรสุมเข้าภาคใต้ในช่วงกลางเดือนกันยายนจนทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกน้ำท่วม แต่ก็ยัง “ไม่ทั่วฟ้า” เพราะมีบางพื้นที่ที่ฝนยังไม่ตกอยู่ดี ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้ออ้างเรื่องงบประมาณไม่พอเพียงแล้วก็ไม่น่าจะฟังขึ้น เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีเงินช่วยเหลือชาวนา แต่กองทัพเรือกลับมีเงินจะซื้อเรือดำน้ำจากจีน หากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช.ใช้ “ดาบอาญาสิทธิ์เบอร์ 44” สั่งโยกเงินงบประมาณก็สามารถกระทำได้แต่กลับไม่ทำ หนำซ้ำกองทัพเรือยังออกเอกสารแก้ตัว เอ้ย! ชี้แจงเหตุผลในการซื้อเรือดำน้ำโดยยกภัยความมั่นคงระหว่างประเทศมาเป็นข้ออ้างซะอีก แถมในช่วงเวลาปัจจุบันก็ประจวบเหมาะกับวิกฤติการณ์ทางการเงินของกรีซ อดีตดินแดนอารยธรรมโบราณเข้าพอดี ด้วยสาเหตุที่ประเทศนี้เข้าเป็นภาคี NATO จึงต้องถูกบังคับกลาย ๆ ให้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น และยังต้องใช้เงินมหาศาลในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในฐานะที่กรีซเป็นจุดเริ่มต้นกีฬานี้มานับพันปี แต่พวก “คนดี” ก็กลับยกเรื่องประชานิยมที่ทำชาติล่มสลายมาเล่น เพื่อหวังโจมตี “เจ้าระบอบทักษิณ” (อีกแล้วครับท่าน) ทำให้นโยบายสาธารณะที่ทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยรัฐบาลเลือกตั้งถูกตีราคาในแง่ลบ คงเป็นเพราะคนทำนโยบายประชานิยมถูกตราหน้าว่าทำคล้าย ๆ ระบอบ “สังคมนิยม” ล่ะมั้ง จนรัฐบาลทหาร คสช.ไม่กล้าจะดำเนินการใด ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจขนาด “ประตูโรงงานปิดแล้ว” เป็นแถว ๆ แบบนี้ โดยอ้าง “ผีประชานิยม” แต่เมื่อมีการปรับ ครม.ใหม่โดยการดึง “เฮียกวง” หรือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์และชาวคณะมา “ฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจไทย” แทนที่ “คุณชายอุ๋ย” ผู้เคยนินทา “นายกฯ ลุงตู่” ว่าไม่มีน้ำยาทางด้านนี้เอาซะเลย ก็ต้อง “รื้อฟื้น” แนวคิดประชานิยมขึ้นมาใหม่ จึงอยากจะถาม “คนดี” เหล่านี้ว่าถ้าไม่ชอบประชานิยมแล้ว จะให้ใครนิยมกัน โคตรพ่อโคตรแม่ของคุณเหรอ จะเอาแบบที่ว่า “ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร” ใช่ไหม อย่างเวลามีคดีความใครอยู่ข้างเดียวกับคุณทำอะไรก็ไม่ผิด ใครไม่ใช่ข้างเดียวกับคุณต่อให้ไม่ทำอะไรเลยก็จะเล่นงานเขาถึงเป็นถึงตาย ต่อให้เขาไม่ผิดตามที่คุณเคยกล่าวหาอย่างอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ “นพดล ปัทมะ” เรื่องแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายกฟ้องแล้ว คนติดเป้ง เอ้ย! ห้าวเป้งอย่าง สปช.รสนา โตสิตระกูลกับ สนช.สมชาย แสวงการก็ไม่คิดจะขอโทษที่ใส่ร้ายเขาเลยใช่ไหม หรือใครที่คิดว่า “เป็นแค่ผู้อาศัยแผ่นดินอยู่” เป็นคนดี ใครที่คิดว่า “ร่วมเป็นหุ้นส่วนเจ้าของประเทศนี้” อยู่แผ่นดินนี้ไม่ได้ ใครทำงานรับใช้อำนาจเหนือการเมืองจะได้ดี อย่างเป็นผู้ว่าฯ สงขลาเปิดศาลากลางให้ “ม็อบนกหวีดคนดี” เข้าไปประท้วงรัฐบาลเลือกตั้ง พอมาถึงรัฐบาลทหารก็ได้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ใครทำลายสิทธิมนุษยชนได้รับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน แต่ใครทำงานรับใช้ประชาชนคนพี่แม้แผ่นดินไทยก็ยังเหยียบไม่ได้ ยศถาบรรดาศักดิ์ ” พันตำรวจโท” ที่ได้มาเพราะเคยเป็นตำรวจก็ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2558 ก่อนวันลงมติร่างรัฐธรรมนูญเพียงวันเดียว ถอดทิ้งทั้งที่ถอดไปแล้วประเทศก็ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมากว่านี้เลย ช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโต ไม่ช่วยเหลือธุรกิจสื่อของคนล้มบนฟูกก็ยังจะโดนข้อหาโกงชาติอีก ส่วนคนน้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีแถมยังจะถูกยึดทรัพย์เพื่อจะไม่ให้ลงมาเล่นการเมืองตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ พอเขาฟ้องกลับอัยการสูงสุด “ตระกูล วินิจนัยภาค” ที่ “สอดไส้” สำนวนคดีกว่าหกหมื่นแผ่นไปฟ้องศาล “ตัดหน้า” อัยการลูกน้องที่ยังพิจารณาไม่เสร็จ และ “รวบรัด” สั่งคดีก่อนการลงมติถอดถอนของ สนช.แค่ชั่วโมงเดียว อสส.ตระกูลก็แสดงออกให้เห็นชัดเลยว่าเป็นคนตระกูลไหน ด้วยการอ้างว่า “นี่คือการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” แถมผู้พิพากษาหัวใจนกหวีดผู้ผลาญชาติอย่างนายชูชาติ ศรีแสง ก็ยังออกมา “เห่าหอน” วิจารณ์การฟ้องกลับของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ซะอีก หรือคุณจะดีแต่ตรวจสอบคนอื่นที่คุณไม่ชอบ โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาตรวจสอบคุณเลยใช่ไหม คนอย่างนี้เหรอที่สมควรแก่การยอมรับนับถือ

                        เมื่อกล่าวถึง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเรือแป๊ะ” ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งนำโดย “ศาสตราจารย์ ดร.ปื๊ด ปกเกล้า เอ้ย! บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ได้นำร่างแรกที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วนั้นกลับไปปรับแก้ตามข้อเสนอของ สปช.และความเห็นส่วนตัวของ “ใบสั่ง” ต่าง ๆ จนได้มาเป็นร่างที่สอง ที่ยังคง “โฟกัส” ไปยัง “ส.ว.” 200 คน เลือกตั้งจังหวัดละคน โดยไม่ต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการรายจังหวัดให้เหลือผู้สมัครจังหวัดละ 10 คนดังในร่างแรก ส่วน ส.ว.ที่เหลือมาจากการลากตั้ง แต่ตัดอำนาจการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติและการตรวจสอบคุณสมบัติ ครม.ของ ส.ว.ออกไป ตัด ส.ส.ที่มาจากกลุ่มการเมืองและวิธีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม แต่ยังคงไว้ซึ่งนายกฯ คนนอกที่ไม่ต้องมาจาก ส.ส. โดยใช้คะแนนเสียง ส.ส.สองในสามของทั้งหมด 450 คนหรือเท่ากับ 300 คนขึ้นไป แถมบังคับว่าถ้าเปิดสภาครั้งแรกแล้วยังไม่ได้นายกฯ ภายใน 30-45 วัน ต้องยุบสภาทันที จนนำไปสู่แนวคิด “ตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” เพื่อหวังให้ “นายกฯ ลุงตู่” “คัมแบ๊ก” กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ ซึ่งก็ได้รับ “ฟีดแบ็ก” เป็นอย่างดีจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายที่ “เห็นตรงกัน” ว่าไม่ควรมี แต่ก็ยัง “ดันทุรัง” เอาไปเป็นหนึ่งในสองคำถามประชามติที่ สปช.จะต้องเลือกเพียงคำถามเดียวสำหรับใช้ถามประชาชนพร้อมกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนอีกคำถามหนึ่งก็คือ “จะปฏิรูปต่ออีกสองปีแล้วค่อยเลือกตั้งดีไหม” จาก สปช.สายนกหวีด งานนี้ก็ต้องมีลุ้นกันว่าระหว่างไทยกับพม่าที่ทหารเพิ่งลุยน้ำไป “ปรับทัศนคติ” พรรครัฐบาลที่ “ตีตัวออกห่าง” จนต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นต้นเดือนพฤศจิกายน ประเทศไหนจะได้ประชาธิปไตยเต็มใบก่อนกัน ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ซึ่งมี ผบ.เหล่าทัพและประธานศาลต่าง ๆ รวมอยู่ด้วยมา “ครอบงำ” รัฐบาลเลือกตั้งอย่างน้อยห้าปี เสมือนเป็นการ “รัฐประหารซ่อนรูป” ทั้ง ๆ ที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เองแท้ ๆ ว่าไม่อยากเห็นรัฐบาลเลือกตั้งถูกครอบงำ จนสองพรรคใหญ่ก็ต้องออกมา “รุมยำ” แนวคิดดังกล่าวอีก เพราะมองว่านี่คือการ “รัฐประหารนอกแบบ” (unconventional coup d’état) ทำให้ “นายกฯ ลุงตู่” ต้องออกมา “โวย” ว่านักการเมืองมีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์รัฐธรรมนูญ โดยไม่แคร์เลยว่าเขาลำบากใจแค่ไหน ที่จะต้องใช้กฎกติกาที่คนอยู่นอกการเมืองร่างให้ แถมยังจะใช้วิธี “ถอนพาสปอร์ต” ปิดปากคนที่เห็นต่างกับตัวเองอย่างอดีต “เสมา 1” อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง ทั้ง ๆ ที่นายกฯ ลุงตู่เป็นคนพูดเองว่าใครไม่พอใจกฎกติกาก็ให้ไปอยู่ที่อื่น แต่วันนี้คุณกลับ “บล็อก” ไม่ให้เขาเดินทางออกนอกประเทศซะงั้น ที่ญี่ปุ่นเขาคัดค้านกันจะเป็นจะตายเรื่องเพิ่มบทบาททหาร แต่พี่ไทยจะเป็นจะตายเหมือนกันถ้าทหารไม่มีบทบาททางการเมือง และบทบัญญัติที่สำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตราสุดท้ายก็คือ การนิรโทษกรรม คสช.แอนด์เดอะแก๊ง แถมพ่วงด้วยการปกป้องประกาศ คำสั่งของทั้ง คสช.และหัวหน้า คสช.ให้มีผลบังคับต่อไป ถ้าจะยกเลิกได้ต้องออก พ.ร.บ.เท่านั้น โดยยังคงไม่มีใครออกมา “โวยวาย” คัดค้านการนิรโทษกรรมนี้แบบที่เคยออกมาตอนปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์เลย มีแต่คนอย่างอดีตพระ (สุ) เทพจะออกมาสรรเสริญเยินยอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แถมยัง “โกหกคำโต” ว่ามวลมหาประชานกหวีดกว่าครึ่งไม่เคยกาคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง ๆ ที่คนพรรคประชาธิปัตย์มิใช่เหรอที่เป็นคนนำม็อบ แถมทุกคนในม็อบยังเป็นโรค “เกลียดทักษิณ” ขึ้นสมองซะอีก ในขณะที่ นปช.ผู้ไม่เคยปฏิเสธว่ามวลชนของตนส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับสิทธิ์ตั้งเวทีคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพราะผู้มีอำนาจในแผ่นดินนี้มันชอบคนตอแหลวะ??? อย่างนี้มันต้องติด hashtag #RIPwhistleblower กันหน่อยจะดีมั้ย เช่นเดียวกับเมื่อนายกฯ ลุงตู่ผู้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่ UN ที่อเมริกาในช่วงปลายเดือนกันยายน โดย “อ่านโพย” ภาษาไทยในที่ประชุมซึ่งมีสมาชิกกว่าร้อยประเทศจากทั่วทุกมุมโลกด้วยความเร็ว 214 คำต่อนาที คนพวกนี้ก็อุตส่าห์ “จัดฉาก” ออกมาต้อนรับเสียดิบดี ไม่เคยวิจารณ์นายกฯ ลุงตู่ทั้งเรื่องนี้และเรื่องที่เคยกราบถวายบังคมอดีตพระมหากษัตริย์ในปราสาทพระเทพบิดร 3 ครั้งเสมือนกราบพระรัตนตรัยเมื่อวันฉัตรมงคลมาแล้ว เช่นเดียวกับที่เคยด่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่า “อีโง่อ่านโพย พูดภาษาไทยในที่ประชุมนานาชาติ”

                        นอกจากนี้แล้วร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับนางงาม” นี้ก็ยังปรับแก้จากร่างเดิม โดยไม่ควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม. รวมถึงการตัด “กจต.” ออกจากการเป็นบอร์ดย่อยของ กกต. ที่ทั้งสองประเด็นในร่างแรกเคยนำมาซึ่งความไม่พอใจของบรรดา “นกหวีดคนดีกากี่นั้ง” มาแล้ว แต่แล้วเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่แหละที่ยังทำให้คนพวกนี้ยัง “เข้าใจไม่ตรงกัน” เพราะบางคนอย่าง “ทนายวันชัย” ก็ “ออกอาการ” ชัด ๆ เลยว่าไม่อยากรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่บางคนอย่าง “ศิระ ศิษย์โล้นซ่า” ก็ “หางโผล่” บอกว่าต้องรับเพื่อไม่ให้การรัฐประหารเสียของ แถมยัง “คำราม” ว่าจะฟ้องเรียกค่าเสียหายพันล้านจาก สปช.ที่โหวตไม่รับร่างซะอีก ด้วยความที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติต่าง ๆ นานาดังที่ได้กล่าวมา จนมีสรรพฉายาออกมามากมาย ผมผู้เขียนเองก็เกิดอาการ “คันไม้คันมือ” กับเขาบ้าง ในฐานะที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่เป็น “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” และกำลังเรียนปริญญาโทจนใกล้จบ ณ มหาวิทยาลัย “เสาหลักของแผ่นดิน” เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี้ควรจะได้ฉายาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับอัปรีย์จัญไรของแผ่นดิน” แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “อัปรีย์จัญไรของแผ่นดิน” นี้ถูก “ตีตก” โดย สปช.ด้วยคะแนน 135 ต่อ 105 จึงไม่จำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาอื่น ๆ อีกและไม่มีการฝากคำถามใด ๆ ทั้งสิ้นไปทำประชามติด้วย เพราะไม่มีร่างรัฐธรรมนูญจะไปขอความเห็นชอบ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างคะแนนเสียงไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับอัปรีย์จัญไรของแผ่นดินนี้แล้วก็จะพบว่ามีทั้งการ “เกาะกลุ่ม” และ “แยกสาย” ของคนในเรือแป๊ะบนแม่น้ำสายนี้ กล่าวคือ สปช.สายข้าราชการประจำทั้งทหารและตำรวจส่วนใหญ่โหวตคว่ำ สปช.สายกรรมาธิการยกร่างฯ NGO และสื่อมวลชนส่วนใหญ่โหวตรับ ส่วน สปช.สายตรงข้ามระบอบทักษิณมีทั้งสองแบบ สิริสุทธิก็เลยทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องตกไปและนำไปสู่ “โรดแม็ป” 6-4-6-4 ตามจำนวนเดือนที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญโดย “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ชุดใหม่ (ซึ่งจะได้ข้อสรุปว่าเป็นใครภายหลังนายกฯ ลุงตู่กลับมาจากอเมริกาแล้ว) เตรียมการทำประชามติ ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเตรียมการเลือกตั้งตามลำดับ รวมเกือบสองปีจากนี้ไป (เป็นอย่างน้อย) ประเทศไทยถึงจะมีการเลือกตั้ง

                        ในส่วนของเวทีโลก ด้วยความที่รัฐบาลทหาร คสช.ดำเนินนโยบายการต่างประเทศ “เหมือนจะ” เอาใจ “พญามังกร” อย่างจีนถึงขนาดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร” (ที่ต่อมาถูกปรับออกเหลือเก้าอี้รองนายกฯ อย่างเดียว) ยังเอ่ยปากเลยว่า “ถ้าจีนเป็นผู้หญิงผมก็คงหลงรัก” จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าด้วย “สายสัมพันธ์” ของประธาน กปปส.กับประเทศจีนหรืออย่างไรกัน ทั้งความร่วมมือการพัฒนาระบบขนส่งทางราง การซื้อเรือดำน้ำ ทั้งที่มีข่าวออกมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และอาจจะยันไปยังอนาคตว่า “สินค้าจีน” เน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ คิดดูเอาเองก็แล้วกันว่าห่วยแตกขนาดไหน แถมยังใช้วิธีลดค่าเงินหยวนเพื่อหวังดึงเงินนอกเข้าประเทศซะอีก การส่งผู้อพยพชาวอุยกูร์ ชนกลุ่มน้อยที่พำนักอยู่ทางมณฑลซินเจียงทางตะวันตกของจีน แต่ด้วยพื้นที่นี้ใกล้เคียงกับภูมิภาคเอเชียกลาง จึงนับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับภูมิภาคนั้นกลับไปยังจีน โดยไม่สนใจว่า “พญามังกร” จะปฏิบัติต่อคนเหล่านี้โหดร้ายทารุณเพียงไร ขนาดเดือนรอมฎอนที่ชาวมุสลิมต้องถือศีลอด รัฐบาลจีนยังบังคับให้ข้าราชการชาวมุสลิมในมณฑลนั้นห้ามถือศีลอดเลย จนกรณีผลักดันชาวอุยกูร์นี้เองถูกเชื่อมโยงเข้ากับเหตุ “บึ้ม” ศาลพระพรหมเอราวัณเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม หลังกิจกรรม “Bike for Mom” เพียงวันเดียว และเหตุบึ้ม “ท่าน้ำสาทร” ในอีกวันถัดมา แต่เรื่องนี้ก็ไม่วายที่ “เสธ.ไก่อู” โฆษกรัฐบาลใหม่ ๆ อดีตโฆษกรัฐบาลหมาด ๆ จะอุตส่าห์ออกมาพูดชี้นำสังคมของคนที่คิดเองไม่เป็นว่าเป็นฝีมือของพวกเสียผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะคนที่เคยพูดว่า “ถ้าตัวเองไม่ได้ดั่งใจ ก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะอยู่ได้” ซึ่งโดนทั้งคดีความ กำลังจะถูกถอดยศ (ซึ่งโดนถอดในอีก 19 วันต่อมา) และกำลังจะถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซะงั้น แถมก่อนวันเกษียณอายุราชการไม่กี่วัน ผบ.ตร.ผู้มีชื่อเล่นว่า “อ๊อด” ก็ยังพยายามโยงคนชื่อเล่นเดียวกับตน ผู้เคยโดนคดีดมกาว พนันบอล พกมีด แถมยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักอีกต่างหาก เข้ากับขบวนการนี้และลากไปหาเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง เพื่อหวัง “ทิ้งทวน” ด้วยการ “โยนขี้” ให้เครือข่ายสีแดงซะอีก การละเมิดสิทธิมนุษยชนผ่านทางการใช้กฎหมายต่อผู้มีความเห็นต่าง หรือที่พูดให้สุภาพว่า “เรียกไปปรับทัศนคติ” แนวคิดการควบคุมการจราจรทางอินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ”ด่านเดียว” (single gateway) ในการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างประเทศ จนถูก “นักรบไซเบอร์” พากันไปก่อกวนเว็บไซต์ความมั่นคงเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า หากนำ single gateway มาใช้จริง ๆ แล้วมันจะโกลาหลด้วยเหตุความเสียหาย ณ จุดเดียว (single point of failure) อย่างไร และการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีโรฮิงญา และแรงงานในภาคการประมงที่ถูกประชาคมยุโรปตราหน้าว่า “ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม” (Illegal, Unreported and Unregulated: IUU) มาแล้ว จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ “พญาอินทรี” หรือสหรัฐอเมริกาประเมินประเทศไทยให้อยู่ในชั้นต่ำที่สุด (Tier 3) เรื่องการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ติดต่อกันเป็นปีที่สอง แถมในที่ประชุม UN ก็ยังปรากฏว่าประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” ยังได้กล่าวสุนทรพจน์ “แขวะ” การคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าหมายถึงประเทศใด แต่ก็ชวนให้คิดได้ว่า “น่าจะใช่” ประเทศไทย แต่แทนที่กลุ่มสมุนบริวารอำนาจเหนือการเมืองจะสำนึกกว่าตนเองก็มีส่วนร่วมและเป็นสาเหตุหลักในวิกฤติการณ์ดังกล่าว อีกทั้งอเมริกาเองก็มีบุญคุณกับอำนาจเหนือการเมืองในการโค่นล้มลัทธิคอมฯ ขนาดไหน ยังมีหน้ามาประกาศบอยคอตสินค้าอเมริกันและยุโรป แต่กลับสรรเสริญเยินยอ “พี่เบิ้ม” แห่งคอมฯ อย่างจีน แถมยังไป “ทอดสะพาน” เกาหลีเหนือให้มาลงทุนในประเทศไทยซะอีก แต่กลับยกเว้นการใช้ “ไอโฟน” และ “เฟซบุ๊ก” ซึ่งก็เป็นของ”ไอ้กัน” เช่นกัน โดยอ้างข้าง ๆ คู ๆ ว่าต้องเอามาใช้เป็นอาวุธเล่นงานไอ้กัน ก็สมควรแล้วล่ะที่ “ไอ้กัน” ตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนืออย่าง “เกล็น เดวีส์” มาเป็นทูตคนใหม่ และไม่นำพาที่จะให้ไทยเข้าสู่ความตกลง TPP ที่ตนเองเป็นแกนนำ อย่างนี้จะไม่ให้พูดได้ยังไงว่า “ตอแหล” คือหนึ่งในเก้าอัปลักษณะของ “คนดีจอมปลอม” พวกนี้ หรือเพราะระบบการศึกษาไทยมันสอนให้คนพวกนี้ “อยู่แต่ในกรอบ” คิด วิเคราะห์ แยกแยะ (ห้ามย่อแบบไม่มีจุดเหมือนชื่อมหาวิทยาลัยตรากราฟที่ลูกสาวอธิการบดีเพิ่งแต่งงานกับลูกชายรองนายกฯ “เฮียกวง” นะครับ) อะไรเองไม่เป็น ไม่รู้จักตั้งคำถาม ไม่รู้จักตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ มีหน้าที่เพียงเชื่อตามที่ถูก “เขียนโปรแกรม” อย่างเดียว ใช้ความรู้สึกนำหน้าเหตุผล ยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการ หรือที่เรียกว่า “ตรรกะวิบัติ” ดังเช่นหลายเรื่องที่หยิบยกมานำเสนอตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาจนถึงในตอนนี้ และขาดความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ไม่อย่างนั้นธนาคารตราใบโพธิ์สีม่วงที่มีอำนาจเหนือการเมืองผู้นิยมสีนั้นอยู่เบื้องหลังทำไมจึง “เลือก” ที่จะรับพนักงานจากมหาวิทยาลัยแบบ “แบ่งเกรด” ว่าสถาบันใดที่ผลิตคนแบบนั้นมากน้อยกว่ากัน อีกกรณีก็คือ “น้องเพนกวิน” จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตราพระเกี้ยวทองคำ ที่ไปถือป้ายถามนายกฯ เกี่ยวกับวิชาหน้าที่พลเมืองแต่ถูกควบคุมตัว และ “น้องไนซ์” นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนเดียวกัน ตอบข้อสอบวิชาหน้าที่พลเมืองเช่นกัน โดยส่งกระดาษเปล่า เพราะเห็นว่ารายวิชานี้ถูกเปิดขึ้นมาโดยรัฐบาลทหาร และตนเองก็ต้องการแสดงความเห็นให้เกินไปกว่าที่ครูผู้สอนกำหนดแต่ก็จะถูกกดคะแนน จึงเลือกที่จะไม่ตอบ ยังผลให้ครูระดับบริหารของโรงเรียนดังกล่าวต้องออกมาใส่ร้ายน้องไนซ์เรื่องสภาวะทางจิตใจ คนอย่างนี้ที่ไม่เห็นเป็นลูกศิษย์ ก็อย่าไปนับถือเป็นครู (แม่ง) เลย เช่นเดียวกับครูระดับรองผู้อำนวยการโรงเรียนที่โคราช ที่ฟิวส์ขาด”ตบกบาล” นักเรียนที่ประท้วงการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายพิเศษหน้าเสาธง ซ้ำร้าย “พี่คนดี กวีสมัครเล่น” ที่ “เชื่อได้ว่า” เป็นภาคอวตารของตุ๊ดห่มผ้าเหลืองบางคน ก็ออกมา “โจมตี” น้องไนซ์ผ่านทางบทกวีตามสไตล์ถนัดอีกด้วย

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

2 ตุลาคม 2558

(ขอฝากกลอนอธิบายการ์ตูน Irony Comic จากนิตยสาร Giraffe Magazine ฉบับปักษ์หลังกุมภาพันธ์ 2558 ที่ผมแต่งไว้นานแล้ว แต่เพิ่งจะหาโอกาสมาลงแทรกในท้ายตอนนี้ด้วยครับ)

AntiCorruption

ประกาศต้านโกงโยงไปทั่ว

ด่าคนอื่นชาติชั่วไม่กลัวฟ้า

ทั้งที่คอร์รัปชันมันธรรมดา

คนที่ด่าก็เคยทำตำหัวใจ

เกลียดการโกงนั้นดีมีประโยชน์

แต่ที่โคตรชิงชังยังไม่ใช่

แค่เกลียดคนตนไม่ชอบแต่ตอบไป

คอร์รัปชันแค่ไหนไม่รู้เอย

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

17 กุมภาพันธ์ 2558

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s