สยามทัศนะ (ตุลาคม-ธันวาคม 2558)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 7-9 ตุลาคม-ธันวาคม 2558)

 

                ช่วงนี้นับได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางฤดูกาล หรือที่เรียกกันว่า “ปลายฝนต้นหนาว” ชนิดที่เรียกว่ามีอย่างน้อยสองฤดูในหนึ่งวัน มีการเปลี่ยนแปลงในทางปากท้องประชาชนเนื่องจากความ “บ่มิไก๊” ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เข้ามา “ยึด” อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินมาจากประชาชนจนครบหนึ่งปี ดีแต่จะแก้ปัญหาทางการเมืองตามที่จะได้บรรยายต่อไปนี้ท่าเดียว แล้วก็คิดได้แค่ว่าจะให้เพิ่มอาชีพและรายได้ลงในบัตรประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้นำเงินช็อปในสัปดาห์สุดท้ายของปีไปลดหย่อนภาษี และรื้อฟื้นเรื่องให้ประชาชนร่วมจ่ายในโครงการ “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” ขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง แม้ว่ารัฐจะมีรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ 4G ทั้งในย่าน 900 MHz และ 1800 MHz กว่าสองแสนล้านบาทจากสามบริษัทในช่วงสองเดือนติดกัน จนมีข่าวอาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นไม่เว้นแต่ละวัน แต่รัฐบาลก็ยังได้รับความนิยมจากประชาชนเกือบทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่าง (ไม่ใช่ทั้งประเทศ) คือ 99.5% ท่ามกลางข้อสงสัยว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติ สังกัดกระทรวง ICT คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างมาสอบถามอย่างไร เป็นไปตามหลักการสุ่มตัวอย่างทางสถิติที่ว่ากลุ่มตัวอย่างต้องล้อตามประชากรหรือไม่ แถมยังมีการเปลี่ยนแปลงในวงราชการด้วยเหตุขึ้นปีงบประมาณใหม่อีกต่างหาก บางหน่วยงานที่เปลี่ยน “เบอร์หนึ่ง” ก็ไปไกลถึงขั้นสั่งปรับปรุงภูมิทัศน์ อาคารสถานที่ สั่งเปลี่ยนเครื่องแบบ และสั่งย้ายคนของเบอร์หนึ่งเดิมจนนำมาซึ่งกระแสข่าวเรื่อง “เกาเหลา” ในกองทัพบกระหว่างอดีต ผบ.ทบ.ใหม่ ๆ กับ ผบ.ทบ.หมาด ๆ ที่แม้จะเป็นเพื่อน จปร.รุ่นเดียวกันแต่ก็พยายาม “ชิงดีชิงเด่น” กันมาแต่ไหนแต่ไร จนโฆษกรัฐบาลอย่าง “เสธ.ไก่อู” พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด ต้องรีบแจ้นออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวแทนนายกฯ ลุงตู่ผ่านทาง “สารจากใจนายกรัฐมนตรีถึงประชาชน” ที่ออกมาถึงสองฉบับในห้วงไม่ถึงสัปดาห์ ไล่เลี่ยกับการประกาศรายชื่อสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งมีทั้งบุคคลหน้าเดิมและหน้าใหม่ แต่เพราะเงื่อนไขในการปฏิรูปและการร่างรัฐธรรมนูญที่ยังเหมือนเดิมอยู่ คือยังคง “สานต่อ” ข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งสิ้นสภาพไปจากการโหวตร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปื๊ด เรือแป๊ะ” ที่ไม่กล้าพูดถึงการปฏิรูปกองทัพและกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องทั้งทหารและผู้พิพากษานั่งกันอยู่เต็ม และใช้มาตรา 35 เป็นแกนหลักในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหวังขจัด “ระบอบทักษิณ” จึงขอนำเสนอรายชื่อ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่กลั่นมาจากโรงงานอำนาจเหนือการเมืองในองค์กรทั้งสอง คือ สปท.ดังนี้

1.นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศผู้เคยเปิดศึกกับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องเจ้าระบอบทักษิณ และเพิ่งมีเรื่องผิดใจกันมากับ “ลุงกำนัน” อดีตพระ (สุ) เทพ จนต้องกลับมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์

2.นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 และอดีต สปช.น้องรักของ “หัวหมูแก้บนถนนพระอาทิตย์” หรือนายสนธิ ลิ้มทองกุล แห่ง ASTV ผู้จัดการ หรือปัจจุบันได้ rebranding เป็น ผู้จัดการ 360º

3.พลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 และน้องชายของรองนายกฯ เนติบริกร

4.นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ อดีต ส.ส.ร.2550 อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2558 อดีตเลขาธิการ กสม.แถมยังเป็นน้องรักของ “หมอวิชัย โชควิบัติ เอ้ย! วิวัฒน” ถึงขนาดที่เคยฝากฝังให้เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์มาแล้วแต่ก็ “แป้ก” ไป

5.นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เด็ก (อดีต) พระ (สุ) เทพ ถึงขนาดได้รางวัล “นกหวีดทองคำ” ที่เคยเปิดศึกเรื่องการบริหารงานกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข “ศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน” ชาวคณะนกหวีดเช่นเดียวกันแท้ ๆ

6.ศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต เครืองาม อดีต สปช.นักวิชาการด้านโซลาร์เซลล์ และน้องชายของรองนายกฯ เนติบริกรเช่นกันกับพลอากาศตรีนายแพทย์เฉลิมชัย

7.นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุดที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโดยคำสั่ง คสช. และยังอ้างว่าการฟ้องร้องคดีจำนำข้าวของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นการ “ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

8.ร้อยเอก ศาสตราจารย์ ดร.ทินพันธุ์ นาคะตะ อดีต รมต.สำนักนายกฯ สมัย “บิ๊กสุ ณ รสช.” เพราะเป็นเพื่อน จปร.5 ด้วยกัน

9.ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด อดีต สปช.จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

10.นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ที่มี “รอยด่าง” เรื่องสำแดงภาษีรถโตโยต้าเป็นเท็จ

11.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ผู้เคยผ่านงานรับใช้อำนาจเหนือการเมืองมาอย่างโชกโชน

12.นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีต รมว.เกษตรฯ

13.แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีต ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่มีผลการตรวจสอบหลายอย่างค้านความจริง เช่น กรณีอดีต ส.ส.ห้างทอง ธรรมวัฒนะที่ฆ่าตัวตายเพราะปัญหา “มรดกเลือด” แต่ไปฟันธงว่าน้องชายเป็นคนฆ่า และกรณี GT200 ที่ยืนยันว่าใช้ได้จริงแต่กลับต้องสังเวยด้วยชีวิตร่างกายของเจ้าหน้าที่รัฐนับสิบ ๆ ราย

14.รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 และอดีต สปช.

15.พลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี ที่มักจะออกมาแก้ตัวแทนนายอยู่บ่อย ๆ จนสมควรได้รับฉายา “โฆษกประจำตัวประธานองคมนตรี” ผู้เป็นทหารเรือแต่เสือกมาเสนอปฏิรูปตำรวจ

16.นางเมธินี เทพมณี อดีตปลัดกระทรวง ICT และพี่สาวของรองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯ ตือโป๊ยก่าย

17.พลเอกรัชกฤต กาญจนวัฒน์ อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40

18.นายวันชัย สอนศิริ ทนายความอดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 และอดีต สปช.

19.นายวิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกาและนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง

20.นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.

21.รองศาสตราจารย์ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้หาญกล้าวิพากษ์วิจารณ์ความทุจริตในรัฐบาลทักษิณ แต่กลับ “เงียบเป็นเป่าสาก” ไม่กล้าพูดถึงการคอร์รัปชันในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และคณะรัฐประหาร

22.นายเสรี สุวรรณภานนท์ ทนายความ อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 และอดีต สปช. ที่มักจะออกมาแสดงความคิดเห็นวิจารณ์นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอยู่บ่อย ๆ จนแม้แต่คนในพรรคประชาธืปัตย์ พ่อแม่เดียวกันแท้ ๆ ก็ยังเอือมระอา

23.พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการ กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์

                และในส่วนของ กรธ.ดังนี้

1.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. หัวหน้าเนติบริกรของคณะรัฐประหารสามชุดซ้อน ทั้ง รสช. คมช. และ คสช. แถมยังได้โบนัสพิเศษจากรัฐบาลทหารทั้งสามชุดมาโดยตลอด อาทิ เป็นรองนายกฯ เป็นประธาน สนช. และเป็นประธาน กรธ. จนนำมาซึ่งฉายา “คุมกำเนิดประชาธิปไตย” คู่กับนายมีชัย วีระไวทยะ เจ้าของฉายา “คุมกำเนิดประชากร”

2.นางกีระณา สุมาวงศ์ อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 และภรรยาของนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด

3.นายภัทระ คำพิทักษ์ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

4.นายภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

5.นายสุพจน์ ไข่มุกด์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้อยากเห็น “ถนนลูกรัง” หมดไปจากแผ่นดินไทยก่อนจะมี “รถไฟความเร็วสูง” ให้จงได้ จึงไม่กล้าออกปากวิพากษ์วิจารณ์เมื่อรัฐบาลปัจจุบันจะทำโครงการรถไฟความเร็วปานกลางร่วมกับจีนแต่ต้นทุนแพงกว่าเกือบเท่าตัว

6.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ อดีตประธาน กกต.ผู้มีความเป็น “กลาง” ใจพรรคประชาธิปัตย์

                เงื่อนไขหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับ “ลุงมีชัย” ต้องมีก็คือการสร้างประชาธิปไตยแบบไทย ๆ หรือถ้าจะเรียกแบบโหนกระแส “น้องแนท อนิพรณ์” นางงามที่อวดชุดตุ๊กตุ๊กบนเวทีนางงามจักรวาลที่ขานชื่อผู้ชนะเลิศผิด ก็เรียกได้ว่า “ประชาธิปไตยแบบตุ๊กตุ๊ก” โดยเฉพาะการขจัดนโยบาย “ประชานิยม” ที่เอาเงินไป “อ่อย” ประชาชน ซึ่งมีนัยสำคัญถึงการดำเนินนโยบายของ “เจ้าระบอบทักษิณ” เท่านั้น เนื่องจากรัฐบาล

ปัจจุบันก็ “ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน” ไป “กระตุ้นการใช้จ่าย” เหมือนกันแต่ไม่เรียกว่า “ประชานิยม” กลับให้เรียกว่า “ประชารัฐ” ที่แปลว่ารัฐของประชาชนทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ซะงั้น แถมยังจะออกแบบกติกาการเลือกตั้งที่ต้องการ “ลดทอน” ที่นั่ง ส.ส.ของเครือข่ายทักษิณอีกต่างหาก ด้วยการให้คะแนน ส.ส.แบ่งเขตที่สอบตกไปเป็นคะแนน party list แทน ภายใต้วาทกรรม “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งสามารถจำลองสถานการณ์ ในกรณีมี 5 เขตเลือกตั้ง 3 พรรคการเมือง และมีผู้มาใช้สิทธิ 1,000 คน แบ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 1,2,3,4 และ 5 เขตละ 225,250,250,175 และ 100 คน และมีจำนวน ส.ส.party list และแบ่งเขตอย่างละ 5 คน ได้ดัง ตารางที่ 1 ดังนี้

พรรค คะแนน Party List คะแนนเขต 1 คะแนนเขต 2 คะแนนเขต 3 คะแนนเขต 4 คะแนนเขต 5
600 200 250          100          25 25
300          50 25 50 125 50
100          25 25 25 25 0
รวม 1,000 275 300 175 175 75

ตารางที่ 1 คะแนนเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการเลือกตั้งแบบเดิม

                จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าพรรค ก,ข และ ค จะได้ ส.ส.party list ทั้งสิ้น (600/1000*5=3),(300/1000*5=1.5) และ (100/1000*5=0.5) คน ตามลำดับ ซึ่งเมื่อปัดเศษก็จะกลายเป็น 3,1 และ 1 คนตามลำดับ และจะได้ ส.ส.แบ่งเขตทั้งสิ้น 3,2 และ 0 คนตามลำดับ รวมแล้วพรรค ก จะได้ ส.ส. 6 คน พรรค ข ได้ ส.ส. 3 คน และพรรค ค ได้ ส.ส. 1 คน แต่หากนำคะแนนสอบตกไปคำนวณเป็นคะแนน party list โดยไม่ให้ประชาชนเลือกโดยตรงตามที่ กรธ.เสนอ ก็จะได้ผลดังตารางที่ 2

พรรค คะแนนสอบได้รวมทั่วประเทศ คะแนนสอบตกรวมทั่วประเทศ
550 50
175 125
0 100
รวม 725 275

ตารางที่ 2 การรวมคะแนนของผู้สอบตกไปเป็นคะแนน party list

                นั่นคือ พรรค ก จะได้ ส.ส.party list เท่ากับ (50/275*5=0.91) คน พรรค ข ได้ ส.ส.party list เท่ากับ (125/275*5=2.27) คน และพรรค ค ได้ ส.ส.party list เท่ากับ (200/275*5=3.64) คน เมื่อปัดเศษแล้วก็จะเท่ากับว่าทั้งสามพรรคจะได้ ส.ส. party list เท่ากับ 0,2 และ 3 คนตามลำดับ ส่วนจำนวน ส.ส.แบ่งเขตยังคงเดิม เพราะฉะนั้นตามระบบใหม่นี้ พรรค ก จะได้ ส.ส.รวม 3 คน พรรค ข จะได้ ส.ส.รวม 4 คน และพรรค ค จะได้ ส.ส.รวม 3 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ส.ส.ของพรรคขนาดใหญ่จะลดลง และโดยที่คะแนนเสียงที่ “กระจาย” ไปตามพรรคต่าง ๆ นี่เอง โอกาสที่จะเกิดรัฐบาลผสมโดยมีนายกฯ คนนอกก็จะง่ายยิ่งขึ้นไปอีก โดยให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ พรรคละไม่เกิน 5 คน ซึ่งจะเป็นคนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส.ก็ได้มาให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่มีทั้ง ส.ส.และ ส.ว.เลือก เพื่อ “เลี่ยงบาลี” ว่านายกฯ ยังไง ๆ ก็ “มาจาก” ส.ส.อยู่ดี ที่วิตถารได้ถึงเพียงนี้ก็เพราะเขาเคยเขียนรัฐธรรมนูญ 2534 ที่เปิดช่องให้ “บิ๊กสุ” ได้มาเป็นนายกฯ คนนอกมาจนเกิดเหตุพฤษภาทมิฬมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เคยพูดไว้เองว่า “เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์” แต่ผู้เฒ่านักคุมกำเนิดประชาธิปไตย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ก็ยังสมองเลอะเลือนได้ถึงเพียงนี้ ขนาดจำคำพูดตัวเองไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องไม่อยากให้ ส.ว.เป็น “สภาผัวเมีย” แต่ก็ไม่อยากใช้คำว่า “สรรหา” เลยเลี่ยงบาลีไปเป็น “ส.ว.เลือกตั้งทางอ้อม” แทน และการรับ “ใบสั่ง” จาก คสช.ที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ติดดาบ” ให้ทหาร ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้รัฐบาลต้องมีกำลังทหารที่ “พอเพียง” ให้สิทธิ์ข้าราชการทหารในทางการเมือง และ “นิรโทษกรรม” ให้ข้าราชการทหารที่ปฏิบัติการไปโดยใช้คำว่า “ความมั่นคง” มาเป็นข้ออ้าง รวมถึงต้องลงโทษแบบ “จัดหนัก จัดเต็ม” กับคน “ทุจริตคิดโกงชาติ” ด้วย แต่ต้องไม่ใช่พวกตัวเองด้วยนะ

                เช่นเดียวกับที่องคมนตรี “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” ยังได้ฝาก “จดหมายเปิดผนึก” ถึงผู้เกี่ยวข้องให้เพิ่มมาตรการลงโทษผู้ต้องคดีทุจริตคอร์รัปชัน อย่าว่าแต่ไม่ให้อยู่ในแผ่นดินได้เลย แต่ต้องให้เอาถึงขนาดไม่มีที่ยืนบนโลกนี้ ทรัพย์ศฤงคารอะไรที่มีอยู่รอบโลกก็ไปยึดมาเข้าหลวงให้หมด ซึ่งบางฝ่ายบางพวกที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบทักษิณก็ออกมา “โมทนาสาธุ” กับข้อเสนอนี้ แต่ถึงองคมนตรีธานินทร์ไม่ออกมา “เปิดหน้าชน” ขนาดนี้ รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ก็มีเนื้อหาสาระไปในทำนองนั้่นอยู่แล้ว อีกทั้งการมีบทลงโทษที่เฉียบขาดกับผู้โกงชาติโกงแผ่นดินนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี เพื่อจะได้เกิด “หิริโอตตัปปะ” ในการทำความชั่ว แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าผู้มีอำนาจพยายามจะ “สร้างภาพ” ให้คนอยู่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยเฉพาะ “คนเหนือชื่อใต้หน้าสี่เหลี่ยม” เท่านั้นที่เป็นคนชั่ว นักการเมืองฝ่ายตัวเองและข้าราชการประจำที่มีพฤติกรรมคอร์รัปชันเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องสำคัญระดับ “สะเทือนฟ้า สะท้านดิน” ท่านกลับไม่สนใจ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าที่ท่านจงใจ “เล่นงาน” คนฝ่ายหนึ่ง และ “ละเลย” คนอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นเพราะว่าท่านเกลียด “การคอร์รัปชัน” หรือ “คนที่ท่านไม่ชอบ” กันแน่ โดยเฉพาะประเด็น “talk of the town” ที่สุดในเวลานี้อย่างการเล่นงาน “น้องสาวเจ้าระบอบทักษิณ” ในคดีจำนำข้าว ทั้ง ๆ ที่คดีความในชั้นศาลก็ยังดำเนินอยู่ แต่ก็ยังมีความพยายาม “เร่งยิก ๆ ฟ้องร้อง” เรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยใช้กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยังหาข้อสรุปเกี่ยวกับจำนวนเงินและอายุความไม่ได้ เพราะหากมีการดำเนินคดีอาญาควบคู่กับคดีแพ่งในคดีเดียวกัน ก็จะต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุดก่อนแล้วจึงเริ่มดำเนินคดีแพ่ง ดังเช่นกรณี “แพรวา สาวซีวิคเก้าศพ” ลูกนายพัน หลานนายพลที่คดีแพ่งเพิ่งจะได้ข้อสรุปในศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีอาญาที่เกิดมากว่าห้าปีถึงที่สุดแล้ว และการกระทำทางนิติบัญญัติและบริหารก็ยังไม่สามารถนำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองซึ่งเป็นคู่แฝดกันกับกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่มาใช้บังคับได้อีกด้วย จนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้อง “ออกปาก” ว่าคงหวังพึ่งความเป็นธรรมอะไรจากรัฐบาลนี้ไม่ได้อีกแล้ว!!! แถมในวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมก็ยังปรากฏคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2558 นิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ คสช.และรัฐบาลตั้งมาดำเนินการระบายข้าวที่รับจำนำมากว่าสิบปี โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหากรัฐได้รับความเสียหาย แต่ให้ไปหาผู้รับผิดชอบจากความเสียหายที่รัฐจะได้รับจากการนี้แทนอีกด้วย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาว่าเหตุใด คสช.ที่ป่าวประกาศมาตลอดว่าอยากให้คนอื่นเคารพกระบวนการยุติธรรม แต่ทำไมถึงเปิดโอกาสให้ “รังแก” คนอยู่ตรงข้ามกับตัวเองอยู่ข้างเดียวโดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตนถูกกระบวนการยุติธรรมตรวจสอบเล่า อีกทั้งข้าวที่รับจำนำอยู่ตามโกดังต่าง ๆ ก็ยังอยู่ในสภาพที่บริโภคได้เป็นจำนวนมาก แต่ข้าวเหล่านี้ก็ถูก “เหมารวม” เป็นข้าวเสียที่จะต้องระบายออกในราคาถูกไปทั้งหมด จนอาจเป็น “ช่องทาง” ที่รัฐบาลนี้จะใช้เล่นงานค่าเสียหายจาก “ขาดทุนกำไร” ในการระบายข้าวเก่าออกนี้ รวมถึงคดีความที่รัฐบาลไทยถูกฟ้องร้องกันมานานหลายปี เช่น คดีดอนเมืองโทลล์เวย์ คดีไอทีวีถูกถอนสัมปทาน คดีฟิลลิปมอร์ริส (ที่เคยให้เงินทุนสนับสนุนการวิจัยของสถาบันบางแห่งในประเทศไทย) เลี่ยงภาษีบุหรี่ เหตุใดจึงไม่กระตือรือร้นเหมือนเรื่องนี้ที่เกิดมาทีหลังเล่า และความเป็น “วัวสันหลังหวะ” ก็ยิ่งปรากฏไปมากขึ้นอีกเมื่อมีข้อความส่งต่อในโลกออนไลน์ว่าขอเชิญ “ใส่เสื้อแดง” ให้กำลังใจอดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทยในวันที่ 1 เดือน 11 ท่ามกลางความวิตกกังวลที่อาจกลายเป็น “แดงเทียม” มาก่อความวุ่นวายในสังคม แต่เมื่อถึงวันนั้นแล้ว ก็ปรากฏมีการใส่เสื้อแดงกันเป็นส่วนตัวอยู่มากมายรวมถึง “เจ้าระบอบทักษิณ” โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นเลย แต่เมื่อมีเหตุการณ์ “ปะทะเดือด” ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนระหว่างกองเชียร์ทีมฟุตบอลสตูลที่ไม่พอใจผู้ตัดสินที่ “รับใบสั่ง” ผู้ใหญ่มาให้ทีมขอนแก่นชนะ ก็ให้มานึกเปรียบเทียบว่า นี่ขนาดฟุตบอลยังมีการรับใบสั่งให้อีกฝ่ายหนึ่งชนะ แล้วถ้าประเทศไทยซึ่งมีคนที่มีอำนาจเหนือฝ่ายการเมืองให้ใบสั่งให้พวกตัวเองชนะ โดยไม่แคร์ความถูกต้องบ้างล่ะ ประเทศนี้จะ “ลงเอย” อย่างไร

                ด้วยความที่ “นายกฯ ลุงตู่” เป็นผู้นำที่มีบุคลิกพิเศษในทางอารมณ์ จึงมักจะ “เผลอ” พูดอะไรแบบไม่ยั้งคิด และบางครั้งก็ขัดแย้งกันเองเสมอ ดังเช่นการประชุมแม่น้ำห้าสายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ได้ “หลุดปาก” ออกมาว่าถ้าประเทศยังไม่สงบราบคาบ เอ้ย! เรียบร้อย ยังมีทะเลาะเบาะแว้งกันจนบาดเจ็บล้มตายก็ไม่ต้องเลือกตั้ง จะปิดประเทศต่อไปเรื่อย ๆ แม้ว่าทั้งเจ้าตัวและคนในรัฐบาลจะออกมา “แก้ตัว” ในภายหลัง แต่ก็ได้ทำให้ความเชื่อมั่นในตัว “ท่านผู้นำ” ที่เคยบอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” และเคยบอกว่า “ใครรับกฎกติกาแบบนี้ไม่ได้ให้ไปอยู่ที่อื่น” แต่กลับพลิกลิ้นว่า “ถ้าคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ให้กลับมาสู้คดี” ลดลงไประดับหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ออกมาบอกว่า “น้ำแล้งเพราะรัฐบาลที่แล้วส่งเสริมให้ชาวนาทำนากันเยอะ ๆ จะได้เอาข้าวมาจำนำ” ขนาดไลอ้อนแอร์กับบางกอกแอร์เวย์ส ผู้โดยสารพูดทีเล่นทีจริงกับแอร์โฮสเตส ไม่ก็ขู่เพื่อนร่วมทางที่ทะเลาะกันว่าให้ระวังระเบิด ยังทำสองเที่ยวบินนี้ต้องยกเลิกเลย แต่นี่ “กัปตันเรือแป๊ะ” พูดขู่ผู้โดยสารซะเอง หรือผู้โดยสารที่กัปตันขู่จะไม่ใช่ “คนเสื้อแดง” แต่จะเป็น “พวกนกหวีดคนดี” ที่อยากให้ “ฟ้า” เปลี่ยนสีเป็นสีม่วงล่ะมั้ง เมื่อกล่าวถึงคนพวกนี้แล้ว ก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ตลอดเวลาที่เขียน “ซีรี่ส์การเมือง” เรื่องนี้มากว่าเจ็ดปี นับตั้งแต่เรียนปริญญาตรีปีแรกที่มหาวิทยาลัยสีเขียวตราพระพิรุณทรงนาค จนจบปริญญาโทสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยสีชมพูตราพระเกี้ยว จากงานเขียนแนววิชาการแบบตำรา กลายมาเป็นสารคดี (ไม่) เบาสมอง ก็ยังคงพบเห็นความเป็น “ตรรกะวิบัติ” ของคนพวกนี้อยู่ตลอดมา ถึงขนาดต้องเอามาแต่งกลอน “สยามชนานวาปลักษณ์” (9 อัปลักษณะของคนไทย) และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาซะเลย ดังเช่นที่จะกล่าวต่อไปนี้

                  แม้ว่าศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องในสองคดี “คอขาดบาดตาย” ที่คนเสื้อแดงโดยเฉพาะ ดร.ทักษิณ ชินวัตรต้องถูกตกเป็นจำเลยสังคม ทั้งคดีพยายามยิง RPG ใส่วัดพระแก้วแต่ตกที่กระทรวงกลาโหมในช่วงการชุมนุมเมื่อปี 2553 และคดี “ปฏิญญาฟินแลนด์” ที่กล่าวหาว่า “เจ้าระบอบทักษิณ” ไปวางแผนสมคบคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยไกลถึงฟินแลนด์แดนไวกิ้ง ซึ่งรวมแล้วก็หมายถึงความพยายามของ “คนเหนือชื่อใต้หน้าสี่เหลี่ยม” ที่คิดมุ่งร้ายหมายขวัญต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด แต่ศาลฎีกาเช่นกันก็กลับพิพากษายกฟ้องที่อดีตพระ (สุ) เทพ กล่าวหาเจ้าระบอบทักษิณว่าอยากเป็นประธานาธิบดี ถึงขั้นที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เอาไปขึ้นพาดหัว “แฉแม้วกระสันเป็นประธานาธิบดี” ทั้ง ๆ ที่ประธาน กปปส.ก็กระสันจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินไทยเช่นกัน ไม่งั้นคงไม่คลุมไอ้โม่งนั่งรถถังเข้าไปในราบ 11 ในช่วงปราบคนเสื้อแดง ไม่ให้คนที่เป็นพรรคพวกตัวเองทั้งทหาร อาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิต นักศึกษา ดารา ศิลปิน มาชุมนุม “Shut down Bangkok” หลาย ๆ ที่รวมถึงหน้าบ้านตัวเอง ไม่พูดกับคนใกล้ชิดว่า “ฉันอยู่ร่วมโลกเดียวกับยิ่งลักษณ์ไม่ได้” และ “อย่าให้ใครทำอะไรลุงกำนันนะ” หรอก ที่ผมกล้าวิจารณ์ประธาน กปปส.ผู้นิยม “แดนมังกร” สั่นคลอน “แดนอินทรี” ได้ถึงขนาดนี้ก็เพราะอาศัยบรรทัดฐานจากคำพิพากษาในคดีนี้เองนั่นแหละที่บอกว่า “คนเป็นบุคคลสาธารณะต้องถูกตรวจสอบให้มากกว่าคนทั่วไป” ไม่ใช่ทำตัวอยู่เหนือการติชมแบบเวลานี้ นอกจากนี้ “ตาชั่งสูงสุด” ยังได้พิพากษาเพิ่มโทษในคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งยังมีข้อสงสัยหลายประการ อาทิ ไฟไหม้ก่อนที่คนเสื้อแดงอุบลฯ จะไปถึง และไฟก็ยังไหม้ลงมาจากชั้นสอง ไม่ได้เริ่มไหม้ที่ชั้นล่าง ในเวลาที่ฝ่ายทหารสามารถควบคุมพื้นที่ได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมด เสื้อแดงจะมีความสามารถเตรียมเชื้อเพลิงได้ทันเวลาขนาดนั้นเชียวหรือ จนทำให้นักเขียนการ์ตูน “ป้อม” จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นำคำพูดของแกนนำ นปช.มาแขวะเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม แต่ตาชั่งสูงสุดก็กลับพิพากษาลดโทษ “ปรีชา ตรีจรูญ” แนวร่วมเหลืองที่ถอยรถทับตำรวจเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ทั้ง ๆ ที่หลักฐานปรากฏทนโท่ว่า พธม.เกลียดชังตำรวจเพราะมองว่าเป็น “ขี้ข้าทักษิณ”

                และก็ยังปรากฏว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ “เจ้าระบอบทักษิณ” อีกแล้วครับท่าน เกี่ยวกับความเชื่อมโยงในคดี “บึ้ม” ราชประสงค์และท่าเรือสาทร โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้ต้องหาสำคัญอย่าง “นายอ๊อด พยุงวงศ์” ผู้เคยต้องคดีดมกาว พนันบอล และไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักว่าเป็นเครื่องมือในการติดต่อประสานงานกับชาวตุรกี หากพวกสลิ่มมีปัญญาหน่อยก็ควรกลับไปคิด วิเคราะห์ แยกแยะให้ดีว่า คนเก็บของเก่าขายกินไปวัน ๆ จะมีความรู้ภาษาเตอร์กิช ถึงขนาดติดต่อรับงานจากชาวตุรกีได้ขนาดไหนกัน หรือการที่พวกคุณกล้าวิจารณ์พลตำรวจตรีปวีณ พงศ์ศิรินทร์ อดีตรอง ผบช.ภ.8 หัวหน้าทีมพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาที่ต้องลี้ภัยนนอกนอกประเทศเพราะเกรงอำนาจมืดจะทำให้ตนกลายเป็น “จ่าเพียร 2” แต่กลับ “เงียบปาก” ไม่กล้าวิจารณ์คนในเครือข่าย (อดีต) พระ (สุ) เทพที่มีเอี่ยวในคดีนี้ ทั้งพลโทมนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. และเพื่อนร่วมรุ่น ตท.16 อย่างพลตำรวจโทเทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 หรืออย่างรัฐบาลไทยที่เพิ่งส่งชาวจีนสองรายที่ลี้ภัยการเมืองกลับไปดำเนินคดีที่บ้านเกิด พวกคุณก็ไม่กล้าวิจารณ์การ “เชิญชวน” ให้จีนมาลงทุนในโครงการ megaproject ของรัฐบาลไทยจนแทบจะยกแผ่นดินให้ ทั้งรถไฟความเร็วปานกลางที่แพงกว่ารถไฟความเร็วสูงในรัฐบาลยิ่งลักษณ์และขุดคอคอดกระ แต่กลับทำเป็น “รับไม่ได้” ที่อเมริกาจะชวนไปทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ TPP จนอเมริกาต้อง “ลดเกรด” มาตรฐานการบินของไทยและรณรงค์ห้ามบริโภคอาหารทะเลไทยเป็นการตอบโต้ เพราะพวกคุณไม่พอใจ “กลิน เดวีส์” เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่ที่แสดงความคิดเห็นเป็นห่วงการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถึงขั้นที่ “หลวงปู่หัวกรวย” ต้องยกแก๊งไปประท้วงถึงสถานทูต พร้อมทั้งการประณาม “พญาอินทรี” ต่าง ๆ นานา ผ่านทาง social media สัญชาติมะกันอย่าง Facebook ถึงขนาดที่ว่าถ้า “จัดหนัก จัดเต็ม” เหมือน IS ถล่มฝรั่งเศสเมื่อ “ศุกร์ 13 พฤศจิกายน” ได้ก็จะยินดีทำ แต่เมื่อคนร่วมแก๊ง กปปส.กับหลวงปู่หัวกรวยโดนคดี 112 ในกรณี “อุทยานราชภักดิ์” ที่จะกล่าวต่อไปเข้าบ้าง หรือเมื่อทูตอเมริกามาร่วม “ปั่นเพื่อพ่อ Bike for Dad” ก็กลับ “เงียบยิ่งกว่าหมาตด” และเมื่อผู้ช่วยรัฐมนตรี “แดเนียล รัสเซล” มาคารวะนายกฯ ลุงตู่ ก็ได้ตอกย้ำว่าอเมริกาอยากเห็นไทยเป็นประชาธิปไตย แต่พวกคุณมันจะคิดขนาดนี้ได้ไหม ขนาดคนพรรคประชาธิปัตย์ผู้เคย “บอยคอต” การเลือกตั้งถึงสองครั้ง ยัง “ทะลึ่ง” ไปดูงานเลือกตั้งที่พม่า 8 พฤศจิกายน ซึ่งครบรอบ 68 ปีที่มีการรัฐประหารที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเพราะ “ส้มหล่น” พอดี แถมยังไปดู”หมออีที” มาอีกว่าปี ค.ศ.2016 ที่ใกล้จะมาถึง “มาร์ค ออกซ์ฟอร์ด” จะได้มาเป็นนายกฯ ทั้ง ๆ ที่ลุงตู่บอกไว้เองว่าจะเลือกตั้งในปี พ.ศ.2560 (ค.ศ.2017) แม้ว่า ป.ป.ช.จะ “ฟอกขาว” ให้นายอภิสิทธิ์และลุงกำนันในคดีปราบเสื้อแดง แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง ศาลแพ่งก็ได้ยกฟ้องในคดีที่นายอภิสิทธิ์ฟ้องอดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ปลดตนออกจากราชการทหาร ส่งผลให้คำสั่งปลดออกจากราชการยังคงมีผลบังคับอยู่ นายอภิสิทธิ์จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ได้ตลอดชีวิต พวกคุณก็พากันเชื่อและแสดงความยินดีกับ “อองซาน ซูจี” แห่งพรรค NLD สีแดง โดยไม่ฉุกคิดตรงนี้บ้างเลย หรือเพราะพวกคุณมันหวังว่า รัฐบาลทหารพม่าออกแบบรัฐธรรมนูญที่กันที่นั่งหนึ่งในสี่ในรัฐสภาให้ฝ่ายทหาร เพื่อหวังควบคุมพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามของตนเองเลยอยากให้รัฐสภาไทยมีแบบนี้บ้างล่ะมั้ง คนในเครือข่ายทักษิณจะได้ “อยู่ใต้ตีน” อำนาจเหนือการเมืองทั้งฝ่ายทหารและพรรคประชาธิปัตย์ได้ตลอดไป แล้วก็ไม่เคยได้ยินหรือไงว่า “อองซาน” เคยวิจารณ์ประเทศไทยว่าที่มีปัญหาการเมืองก็เพราะ “ทักษิณ” ถูกปฏิวัติรัฐประหาร พวกคุณบางคนอย่างนายวรินทร์ เทียมจรัส อดีต ส.ว.ลากตั้งกลุ่ม 40 ก็ยังเคยวิจารณ์เลยว่า “ทักษิณซื้ออองซาน” แต่พอเกิดกรณีแรงงานชาวพม่าสองรายถูกพิพากษาในคดีข่มขืนแล้วฆ่านักท่องเที่ยวสองรายชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ที่ยังมีข้อสงสัยเรื่องการตรวจพบสารพันธุกรรม DNA ในการข่มขืนโดยพิจารณาจากคราบอสุจิในช่องคลอดของผู้ตายฝ่ายหญิงแต่ไม่ปรากฏ DNA ในการฆ่าโดยพิจารณาจากคราบเลือดที่จอบที่ใช้ฟันศีรษะผู้ตายทั้งสอง จนนำมาสู่ความไม่พอใจของชาวพม่าที่คนชาติตัวเองถูกลงโทษเกินกว่าเหตุในประเทศที่ได้ชื่อว่าสองมาตรฐาน จึงได้ออกมาเดินขบวนประท้วงประเทศไทย ขนาด ผบ.ทหารสูงสุด “พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย” ที่เคยมาเป็นลูกบุญธรรมป๋า ก็ไม่พอใจคำพิพากษาดังกล่าวเช่นกัน พวกคุณก็ดันไปตราหน้าพม่าว่า “ถูกทักษิณซื้อ” คงเป็นเพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า AC Pub ผับบนเกาะเต่าที่ใกล้กับที่เกิดเหตุและมีเครือญาติของเข้าของเกี่ยวพันกับคดีนี้ด้วย มันเป็นของคนสนิท “ลุงกำนัน” ถึงไม่มีใครกล้าเล่นงาน หรืออย่างน้องสาวทักษิณได้รับหนังสือเชิญจากสมาชิกสภายุโรปก็ยัง “อุตส่าห์” ไปจับผิดว่าทำไมใช้คำว่า “คุณ” (Khun)ในหนังสือเชิญฉบับดังกล่าว แทนที่จะคิดว่าเขาให้เกียรติที่ใช้คำไทยเรียกคนไทย ทีนายกฯ ลุงตู่พูดภาษาไทยในเวทีการประชุมระดับโลก พวกคุณดันรับได้ ไม่เป็นไรหรอก พวกคุณมันชอบอะไรที่เป็นตรรกะวิบัติอยู่แล้วนี่ ขนาดนายกฯ ลุงตู่พูดไว้เองว่า “ใครที่รังแกผู้หญิงและเด็ก ไม่ใช่ผู้ชาย” แต่คุณก็นิยมชมชอบคนอย่างนายกฯ ลุงตู่ ที่ล้มนายกฯ หญิงปู แถมหนังสือฉบับนั้นมันก็ “แทงใจดำ” ที่ว่าสถานการณ์การเมืองของไทยยังอยู่ภายใต้ “รัฐบาลทหาร” ไปจนถึงกลางปี 2560 เป็นอย่างน้อย และบรรยายเหตุการณ์ที่อดีตนายกฯ ท่านนี้ถูกรังแกซะจนละเอียด แถมไม่เคยคิดจะเชิญพวกคุณซะด้วยสิ พอส่งท้ายปีเก่า 2558 ต้อนรับปีใหม่ 2559 พี่น้องสองนายกฯ เขาทำปฏิทินออกมาแจกจ่ายบรรดาแฟนคลับ แกนนำเหลืองบ้านเกิดพี่น้องสองนายกฯ อย่างนายเทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา ก็ยังมีหน้ามาด่าว่าคนมีคดีความคิดจะมาแข่งบารมีกับ “รูปที่มีทุกบ้าน” หรือยังไง โดยที่นายเทอดศักดิ์ผู้เคยกล่าวหา นปช.ว่าสังหารบิดา “เศรษฐา เจียมกิจวัฒนา” ของตนถึงขั้นตะคอกใส่หมอเหวง โตจิราการว่า “มึงฆ่าพ่อกู” ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่รู้จักคิดเลยนะว่าถ้าการทำปฏิทินของนักการเมืองสองคนนี้มัน “จาบจ้วง” เบื้องสูง ถ้าอย่างนั้น “ปฏิทินดารา” ก็คงจะไม่ต้อง “ส่งยิ้มมาถากถางหัวใจ” หรอกนะ เพราะคนพวกนี้ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพวก “นกหวีดคนดี” เหมือนนายเทอดศักดิ์ด้วยก็ “ตีตนเสมอเจ้า” ด้วยการมีรูปขึ้นปฏิทินเหมือนกัน พ่อเมือง “เกินร้อย” ก็ “ไปไกล” ถึงขนาดห้ามการแจกปฏิทินพี่น้องสองนายกฯ โดยอ้างภัยความมั่นคงซะอีก

                และนอกเหนือจากที่สลิ่มพวกนี้จะ “ปัญญาไม่มีดีเหลือเกิน” ที่ไปไกลถึงขนาดมีข้อเสนอให้ยุบเลิกหน่วยงานที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณอย่าง “สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้” (สบร.) (Office of Knowledge Management Development: OKMD) ผู้ดำเนินการ “อุทยานการเรียนรู้” (Thailand Knowledge Park: TK Park) “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” (Thailand Creative and Design Center: TCDC) และ “มิวเซียมสยาม” แล้วก็ยัง “หมางเมินความดีทั้งที่มโน” ซะอีกแน่ะ ไม่งั้นอดีต ส.ส.พรรคสีฟ้าอย่าง “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” และ “วัชระ เพชรทอง” ที่ชอบ “หาเรื่อง” กับฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยทักษิณ คงไม่ออกมา “แฉ” เรื่องไม่โปร่งใสในรัฐบาลกลาง ถึงขนาดที่นายวัชระใช้คำว่า “ขนาดไม่มีนักการเมืองก็ยังมีการคอร์รัปชัน” ทั้งเรื่องนมโรงเรียนที่ไร้คุณภาพ เรื่องการจัดซื้อรถไฟฟ้า Airport Rail Link การซื้อเครื่องบินฝึกของสถาบันการบินพลเรือน การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร “จเร พันธุ์เปรื่อง” ต้องถูกย้ายไป “เข้ากรุ” เช่นเดียวกับนายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย เลขาฯ คนก่อน จนเป็นที่มาให้นายนัฑ ผาสุข จากฟากสำนักงานเลขาฯ วุฒิสภาได้เข้ามานั่งตำแหน่งดังกล่าวแต่เพียงวันเดียวก็ถูกฝ่ายสำนักงานเลขาฯ สภาผู้แทนฯ ต่อต้านเนื่องจาก “ไม่ใช่ลูกหม้อ” จนต้องย้ายกลับรังเดิม และเรื่องการสร้างถนน รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณแบบ “ล้างผลาญ” ของ กกต.ที่อดีตเลขาธิการ “ภุชงค์ นุตราวงศ์” ผู้เพิ่งถูกเลิกจ้างออกมาแฉแบบไม่เกรงใจใครถึงการตั้ง “สตาฟฟ์” ของ กกต.แต่ละคนทั้งที่ไม่จำเป็นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ กกต.ก็มีอยู่แล้ว แถมยังมีข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่คนอย่าง กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากรเกลียดนักเกลียดหนาแต่ก็ทำซะเองด้วยการตั้งลูกชายมาทำงาน ส่วนในองค์กรอิสระอื่น ๆ ก็ยังพบการ “ขยัน” เปิดหลักสูตรอบรมเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ (connection) มากกว่าสร้างความรู้ เฉกเช่นเดียวกับหลักสูตร วปอ.ของกองทัพไทย บยส.ของศาลยุติธรรม ปปร.ของสถาบันพระปกเกล้า พตส.ของ กกต. วตท.ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และ TEPCoT ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และการใช้งบประมาณแบบ “ผิดวัตถุประสงค์” ของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หนึ่งในเครือข่าย “ตระกูล ส.” ที่ “หมอประเวศแอนด์เดอะแก๊ง” ยึดครองอยู่จนเป็น “กล้ามเนื้อนอกบังคับ” ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต่างฝ่ายต่าง “มองคนละมุม” ส่วนในรัฐบาลท้องถิ่นอย่าง กทม.ที่คนพรรคเดียวกันนั่งบริหารอยู่ แต่บังเอิญว่าเป็นคนละสายอำนาจกัน เพราะนายวิลาศและนายวัชระถือหางหัวหน้าพรรค “มาร์ค ออกซ์ฟอร์ด” ส่วน กทม.นำโดย “คุณชายหมู” ขานั้นเขาถือหาง”เทพ” ถึงขนาดประธาน กปปส.จะใช้ปีกนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งอาจแยกตัวออกไปเป็นพรรคใหม่ “ค้ำบัลลังก์” ให้กับตัวเองถ้าชนะศึกนี้เลยทีเดียว ทั้งเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่รถไฟฟ้าผ่าน การซื้อขายเครื่องใช้ในราชการที่ราคา “แพงเกินเหตุ” และ “ไม่จำเป็น” การดูงานต่างประเทศแบบ “ผลาญงบฯ หลวง” และการประดับตกแต่งไฟ LED หน้าศาลาว่าการ กทม.ในช่วงปีใหม่ จนนำมาซึ่งกระแสข่าว “ตะเพิด” คุณชายหมู ผู้ว่าฯ กทม.ผู้ได้รับการเลือกตั้งเพราะ “ความกลัว” ระบอบทักษิณโดยอ้างเรื่อง “เมืองของพ่อเรา อย่าให้ใครมาเผาอีก” ที่ “เทพ” อุตส่าห์ไปช่วยหาเสียงให้ พ้นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังไม่สามารถใช้มติพรรคอย่างเป็นทางการได้ เนื่องจาก คสช.ยังสั่งห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมอยู่จนปัจจุบัน นี่ยังไม่รวมถึง “ขาประจำสีเหลือง” อย่างนายวีระ สมความคิด ที่เคยวิจารณ์คนในระบอบทักษิณมาอย่างยาวนาน ก็ยังกล้าออกมาวิจารณ์นายกฯ ลุงตู่เรื่องพลังงานเมื่อนายกฯ “ฮุน เซน” แห่งกัมพูชาเดินทางมาประเทศไทย ถึงขั้นทหาร “แวะไปเยี่ยม” ทั้งที่บ้านตัวเองและบ้านภรรยา ยังดีนะว่าไม่ถึงขั้นเรียกไปปรับทัศนคติ!!!

                และอย่าว่าแต่ “ขนาดไม่มีนักการเมืองก็ยังมีการคอร์รัปชัน” เลย เพราะ “ขนาดรับใช้ใกล้ชิดเจ้ายังโหนเจ้าหากินเลย” จึงไม่ผิดเลยที่ “คนเสื้อแดง” ต้องออกมา “วิพากษ์วิจารณ์” อำนาจเหนือการเมืองที่อยู่รายล้อมสถาบันเบื้องสูง (palace circle) มานานจนถูกสมุนบริวารของคนพวกนี้ใส่ร้ายว่าเป็นผู้โค่นล้มราชบัลลังก์ ดูกรณี “หมอหยองแอนด์เดอะแก๊ง” ที่มี “คนในเครื่องแบบ” ทั้งชุดเขียวและชุดกากี ซึ่งบางคนต้องตรอมใจตายด้วยโรค “ติดเชื้อในกระแสเลือด” ในคุก เป็นตัวอย่าง บางคนเป็นถึงนายพันนายพลที่เคยแจ้งความคดี 112 กับคนเสื้อแดงและเป็นหนึ่งในสามคนสนิท “บิ๊กโด่ง” ที่โดน “บิ๊กหมู” เตะโด่งฉลองตำแหน่งใหม่เมื่อต้นปีงบประมาณก็ต้องหลบหนี แถมดีไม่ดีจะมี “นายพลสี่ดาว” มาเอี่ยวเป็นตัวอย่าง ไม่งั้นบิ๊กโด่งเองคงไม่หลุดปากออกมาหรอกนะว่า มีการเรียกค่าหัวคิวกันจริงแต่โรงหล่อพระบรมรูปในอุทยานราชภักดิ์ก็เอาเงินนี้มาบริจาคแล้ว แม้ว่า ผบ.ทบ.ปัจจุบันอย่างบิ๊กหมู รุ่นพี่ผู้เขียน 35 รุ่นจะออกมา “แถ-ลง” ข่าวว่าในส่วนของกองทัพบก “ไม่มี” การทุจริตแต่อย่างใด แต่ในส่วนของ “มูลนิธิราชภักดิ์” ที่ “บิ๊กโด่ง” นั่งเป็นประธานอยู่ “อยากรู้ก็ไปถามเอาเอง” แถมยังตำหนืประชาชนอีกว่า “อย่าหูเบา” ทำยังกะประชาชนประเทศนี้เป็นเหมือน “นาย” ของบิ๊กหมูอย่างนั้นแหละ ซึ่งทำให้สังคมเข้าใจได้เลยว่า “มูลนิธิราชภักดิ์” เป็น “นิติบุคคลเฉพาะกิจ” (special purpose vehicle: SPV) เพื่อการทุจริตคอร์รัปชันโดยแท้ เนื่องจากมูลนิธิมีสถานะเป็นนิติบุคคลหนึ่งแยกต่างหากจากหน่วยงานรัฐ จึง “เหลือวิสัย” ที่หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐอย่าง ป.ป.ช. หรือ สตง.จะเข้าไปทำอะไรได้ ทั้งที่มีหนังสือราชการเป็นหลักฐาน “มัดตัว” ว่ารัฐบาลมอบให้กระทรวงกลาโหมโดยกองทัพบกมารับผิดชอบโครงการนี้ ก่อนจะตั้งเป็นมูลนิธิซะอีก แถมยังเอาคนในกองทัพบกด้วยกันมาตรวจสอบการทุจริตกันเองด้วย ใครจะกล้าชี้ถูกชี้ผิดได้ล่ะ แม้ว่ากระทรวงกลาโหมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบอีกชุดหนึ่ง แต่ด้วยความเป็น “ลูกน้อง-รุ่นน้อง” ไฉนเลยจะกล้าเล่นงาน “ลูกพี่-รุ่นพี่” ผิดกับการ “เล่นงาน” คนในเครือข่ายระบอบทักษิณที่เอาคนฝ่ายตรงข้ามเขา เกลียดเขาอย่างกับขี้ไปตรวจสอบ พอมีคนอย่างอดีต ผบ.ตร.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หรือ “ตู่ นาแก” จัดรายการโทรทัศน์ “ฟ้า” ให้ทีวีของ “ญาติห่าง ๆ ลุงกำนัน” วิพากษ์ “ตู่ คสช.” ก็ถูกปิดสถานีจน “ฟ้า” ต้องไปขอ “ให้” ลุงกำนันคืน “ทีวี” มาให้ หรือกรณี “ตู่แอนด์เต้น นปช.” ประกาศกร้าวว่าจะลงไปตรวจพื้นที่อุทยานราชภักดิ์ในวันสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ฝ่ายทหารของ “ตู่ คสช.” ก็ถึงกับต้องไป “ล้อม” บ้านของบุคคลทั้งสอง แถมยัง “อุ้ม” ไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร เมื่อปล่อยตัวออกมาแล้วก็ยังมีทหารไปคุกคามถึงที่บ้านนายณัฐวุฒิ จนอดีตดาวสภาโจ๊กผู้นี้ต้อง “ร้องเพลงให้ทหารฟัง” อีกต่างหาก โดย “เสธ.ต๊อด” พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช.ผู้ใช้ความรู้สึกเสน่หาส่วนตัวไป “แย่ง” เมียมาจากนักร้องชื่อดังได้กล่าวหาว่าการใช้คำว่า “ทุจริต” เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัว ทั้งที่คนระดับ “อดีตโฆษกประจำตัวประธานองคมนตรี” อย่างพลเรือเอกพะจุณณ์ออกมาพูดแบบนี้ หรือแม้แต่เจ้านายของพลเรือเอกพะจุณณ์ก็ออกมา “กระทุ้ง” เรื่อง “อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม” อยู่บ่อย ๆ ถึงขั้นที่ครั้งหลังสุดใช้คำว่า “พวกคนโกงเป็นตัวเวร ทำลายชาติ” ก็เถอะ แต่คนอย่างพันเอกวินธัยกลับไม่รู้สึกอะไรเลย เช่นเดียวกับกลุ่มนักศึกษา “ประชาธิปไตยใหม่” จัดนิทรรศการและงานสัมมนา “ลายพรางโกงชาติ” และจะนั่งรถไฟไปดูอุทยานราชภักดิ์ในอีกหนึ่งสัปดาห์หลังสองแกนนำ นปช.เข้าหน่อยก็ทำเป็น “รับไม่ได้” จะไปปิดปากเขาท่าเดียว แถมจัดมวลชนมาเตรียมปะทะ ใส่ร้ายว่าเขารับจ้างทักษิณ และยังอุ้มเข้าค่ายทหารไปปรับทัศนคติเหมือน “ตู่-เต้น” อีก เท่านั้นยังไม่พอ คนอย่าง “เสธ.ไก่อู” โฆษกรัฐบาลก็ยังมีหน้าออกมาบอกว่า “อย่าทำให้สถานที่สำคัญต้องแปดเปื้อน” ทั้งที่ตอนนี้ก็แปดเปื้อนไม่พออีกหรือไง ถึงขนาดรู้ว่าจะมีนักศึกษาไปดูยังต้อง “ปิดปรับปรุงชั่วคราว” เลย ใครเอาแผนผังเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องมาแฉก็ไปรวบตัว “คาโรงพยาบาล” ก่อนหน้านั้นรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาฯ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ภรรยาเป็นอาจารย์สอนผู้เขียนในระดับปริญญาตรีสองรายวิชาด้วย ก็ยังออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ของนักศึกษาซะอีก นี่น่ะหรือท่าทีของมหาวิทยาลัยที่มีปณิธานอยากพาสังคมไปในทิศทางที่ดีงามพึงปรารถนา หรือเพราะอยากเห็นการเล่นงาน “คนในระบอบทักษิณ” อย่างเดียว ถ้าเป็นคนพวกเดียวกันต่อให้ชั่วร้ายอย่างไรก็ไม่สามารถตรวจสอบกระทั่งวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทีการข่าวตำรวจบอกว่า IS กบดานเมืองไทยไม่เห็นกลัว กลัวอะไรกับแค่คนต้องการความจริง หรือเพราะไม่ใช่พวกตัวเอง เพราะคนสมุน (อดีต) พระ (สุ) เทพอย่าง “ต้อย ทีนิวส์” สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อยากจะพาคนไปดูอุทยานราชภักดิ์เข้าบ้างก็ไก่อูก็ไม่เห็น “เห่า” เอ้ย! ขันอะไรเลย เช่นเดียวกับการเคลื่อนขบวนของ “หลวงปู่หัวกรวย” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และที่กร่างถึงขนาดจะขอเลือก “สังฆราชองค์ที่ 20” ด้วยตัวเองภายหลังงานพระราชทานเพลิงพระศพสังฆราชเจริญ วัดบวรฯ แต่กลับมาวิจารณ์กรณีทูตอเมริกาถ่ายรูปคู่กับแกนนำ นปช.ซะงั้น เหมือนต้องการตอกย้ำสังคมว่า “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” จนทูตอังกฤษ “มาร์ค เคนต์” ต้อง “แขวะ” ว่าเห็นหลวงปู่หัวกรวยไปสถานทูตอเมริกาได้ ก็นึกว่าประเทศไทยมีเสรีภาพแล้ว แต่พอเห็นนักศึกษาถูกจับกุมเพราะจะไปดูอุทยานราชภักดิ์ก็คิดผิด และ “คนดีต้องอยู่เหนือการตรวจสอบ” โดยไม่แคร์ว่า “คนดี” อย่างอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน “คุณหญิงเป็ด จารุวรรณ เมณฑกา” ก็เพิ่งถูกคำพิพากษาจำคุกในคดีหน้าที่ราชการมาหยก ๆ จนนำมาสู่แถลงการณ์ “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร ประเทศไทยไม่ใช่ค่ายกักกัน” ของบรรดานักวิชาการ จากการที่บุคคลบางจำพวกไป “กินส่วนต่าง” โดย “อ้างเบื้องสูง” ขอรับเงินบริจาคในการดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติทั้ง Bike for Mom และอุทยานราชภักดิ์ ไม่มีใครอยู่ในระบอบทักษิณเลยนะนั่น คนอย่าง “หมอหยอง” ทั้ง ๆ ที่ได้รับพระราชทานนามสกุลแท้ ๆ ก็ยังเคยไป “เป่านกหวีด” แสดงตนยืนตรงข้ามกับระบอบทักษิณและต้องการ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” เพื่อและในนามประธาน กปปส.มาแล้ว แถม “คนรักเจ้าตัวพ่อ” แบบ “หมอเหรียญทอง” แห่ง”องค์กรเก็บขยะแผ่นดิน” ยัง “อ้อมแอ้ม” ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เครือข่าย “หมอหยอง” ผิดกับคนอื่นที่เขามองว่าเป็น “เครือข่ายทักษิณ” (อดีต) พระ (สุ) เทพก็ยัง “ตีมึน” กับโครงการราชภักดิ์ถึงขนาดที่ว่า “ถึงโกงก็ทำชาติพังน้อยกว่าจำนำข้าว” เช่นเดียวกับองค์กรตรวจสอบทั้งภาครัฐและเอกชนอย่าง ป.ป.ช. สตง. และภาคีเครือข่ายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน (ภตช.) ที่ยัง “เฉย” นั่นก็แสดงว่า คน “โกงกินหมิ่นเจ้า” ไม่ใช่แค่ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่พวกคุณชอบด่า แต่มันมีพวกคุณด้วยใช่ไหม พวกคุณจึงไม่กล้าทำอะไรเลย นายกฯ ลุงตู่อุตส่าห์บอกว่า “ใครมีคดีอยู่ก็กลับมาต่อสู้สิครับ ผมอายเหลือเกิน” แต่ถึงหนีไปสุดขอบโลกแค่ไหน กฎแห่งกรรมก็กำลังตามไล่ล่าอยู่ หนียังไงก็ไม่มีทางทัน ต่อให้คุณพยายามจะสร้างเรื่อง “ขอนแก่นโมเดล” โดยใช้ตำรวจบำนาญที่แทบจะ “ลากสังขาร” ตัวเองไม่ไหว มาใส่ความว่าเตรียมจับมือกับคนที่ยังติดคุกอยู่มา “ลอบสังหาร” บุคคลสำคัญในงาน “ปั่นเพื่อพ่อ Bike for Dad” เพื่อสร้างภาพความรุนแรงของคนเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับวาทกรรม “เผาบ้านเผาเมือง” ที่เคยใช้จนด้านไปแล้ว มากลบเกลื่อนก็เถอะ แต่เพราะ “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวกี่แสนใบปิดก็ไม่มิด” รู้ไว้ซะ!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

4 มกราคม 2559

(บันทึกจากผู้เขียน)

ในโอกาสครบรอบ 7 ปี Thailand Twilight สยามสนธยาประชาธิปไตย ขอฝากกลอนที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาในตอนนี้ไว้ด้วยครับ

1.แสดงความยินดีที่พม่า

“ซูจี” เข้าสภาพาสดใส

ที่พม่าเริ่มมาประชาธิปไตย

แต่ที่ไทยไม่ยอมรับนับถือกัน

คิดอย่างเดียวปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ไม่งั้นพังเพราะ “ทักษิณ” บิ่นบิดผัน

เอาชนะคะคานผลาญล้างมัน

ตรรกะนั้นวิบัติถนัดเอย

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

17 พฤศจิกายน 2558

2.Where are whistleblowers?

ประกาศตนเลอเลิศประเสริฐใส

ป้องพระราชาจากมหาภัย

ที่หน้าเหลี่ยมเตรียมใจไปคุกคาม

“คนดีดี” บางพวกเป็นปลวกแทะ

คอยเล็มและแตะสัญญาราชาสยาม

คนพวกนี้หายไปไหนไม่ประณาม

หรือครั่นคร้าม “กากี่นั้ง” จังงังเอย

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

22 พฤศจิกายน 2558

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s