ตอนพิเศษ: วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559

สยามทัศนะ

(ตอนพิเศษ: วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559)

                ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เจ้าของฉายา “ปื๊ด เรือแป๊ะ” ถูกที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำด้วยคะแนนเสียง 135 ต่อ 105 ในช่วงเวลาเกือบเที่ยงของวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558 ส่งผลให้ทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช.ต้องสิ้นสภาพไป และรัฐบาลทหาร คสช.ก็ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ที่มีผู้เฒ่าคุมกำเนิดประชาธิปไตย “มีชัย ฤชุพันธุ์” นั่งเป็นหัวโต๊ะ ด้วยข้อกำหนดขั้นต่ำ (minimum requirements) สิบข้อหรือ “บัญญัติสิบประการ” ที่มาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ ซึ่งจะขอหยิบยกมาทบทวนความจำกันเสียหน่อยว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องมี

1.การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

2.การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ “เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย”

3.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

4.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่ง “ที่ชอบด้วยกฎหมาย” ว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง “อย่างเด็ดขาด”

5.กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดำรงตาแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดย “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

6.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริม “คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล” ในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

7.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่ง “สร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว”

8.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ

9.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้

10.กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป

                จึงยังคงทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองของรัฐบาลทหารดูแล้วยังไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร มีเพียงแต่ความชิงชังรังเกียจ และหวาดระแวงที่ฝ่ายอำนาจเหนือการเมืองมีต่อฝ่ายการเมือง (โดยเฉพาะที่ตนไม่ชอบ) ดังเช่นสาระที่จะกล่าวถึงเรียงลำดับมาตราต่อไปนี้

1.ตัดเรื่องความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพออกจากที่เคยมีในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550

2.ตัดเรื่องการวินิจฉัยกรณีที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจากที่เคยมีในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 โดยประเคนอำนาจนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญแทน (ร่างมาตรา 207)

3.บังคับให้หน่วยงานของรัฐที่ลงโฆษณาในสื่อภาคเอกชนต้องแจ้งให้ คตง.ทราบและแจ้งต่อสาธารณะด้วย เพื่อป้องกันการ “แทรกแซง-แทรกซึม-แทรกซื้อ” สื่อเอกชนโดยหน่วยงานรัฐ (ร่างมาตรา 35 วรรคห้า)

4.ให้บุคคลทั่วไปที่เห็นว่าการกระทำใด ๆ เข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ดังเช่นมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 แต่กลับไม่รวมถึงการกระทำที่ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ และให้สิทธิ์ “ฟ้องตรง” ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยถ้าอัยการสูงสุดไม่ทำอะไรสนองตอบตามที่ต้องการเลย ดังเช่นกรณีแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เรื่องที่มา ส.ว.และการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ (ร่างมาตรา 46 วรรคสองและสาม)

5.บังคับให้รัฐบาลต้องเปืดเผยข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อสาธารณะและ “เอาจริงเอาจัง” กับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน หากไม่ดำเนินการตามนี้มีสิทธิ์ถูกผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ผตง.) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.หรือ กกต.เล่นงานได้ ทั้งที่รัฐบาลทหารนี่แหละที่มี “กลิ่นโกง” ยิ่งกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ทั้งเรื่องไมค์แพงและเรื่องอุทยานราชภักดิ์ แถมยังไม่ยอมให้ใครตรวจสอบอีกต่างหาก (ร่างมาตรา 55, 59, 240)

6.บังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลัง มิฉะนั้น ผตง.อาจส่งให้ คตง.นำขึ้นเขียงได้ โดยอ้างความ “ล่มสลาย” ของเศรษฐกิจเพราะแนวคิด “ประชานิยม” ของระบอบทักษิณ ทั้ง ๆ ที่คนเกลียดประชานิยมนี่แหละที่ล้างผลาญเงินแผ่นดินเพื่อให้ได้รับความนิยมจากใครที่อยู่เหนือการเมือง ไม่ใช่เพื่อประชาชน (ร่างมาตรา 58, 157, 159, 241)

7.บังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งจะต้องจัดทำก่อนรัฐบาลนี้สิ้นสุด ที่มาจากการขับเคลื่อนของฝ่ายข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ และกินเวลาถึง 20 ปี โดยปราศจากความเห็นของภาคประชาชน ผิดกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีเวลาใช้บังคับเพียงฉบับละห้าปี เพื่อสามารถปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยได้โดยง่าย และต้องผ่านสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมาจากหลายภาคส่วน ที่ คสช.นั่นแหละยกเลิกไป ให้ความเห็นชอบเสียก่อน (ร่างมาตรา 61, 263)

8.กำหนดจำนวน ส.ส.500 คน จากแบบแบ่งเขต 350 คน ซึ่งแปลว่า ส.ส.แบบแบ่งเขตหนึ่งคนต้องรับผิดชอบประชากรมากขึ้นจากเดิม 400 คนตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 (ก่อนการแก้ไข) และ 375 นตามรัฐธรรมนูญ 2550 (หลังการแก้ไข) และที่เหลือ 150 คนมาจากแบบ party list โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหนึ่งคนมีเพียงหนึ่งคะแนน และใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวเท่านั้น สำหรับการเลือกในแบบแบ่งเขตและจะนำคะแนนแบ่งเขตทั่วประเทศไปรวมกันคำนวณคะแนน party list ทั้งนี้ในแบบแบ่งเขต ผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งนอกจะได้คะแนนสูงสุดแล้ว คะแนนสูงสุดนั้นก็ต้องมากกว่าคะแนน vote no ด้วย หากคะแนนที่ชนะนั้นน้อยกว่าคะแนน vote no ก็ถือว่าไม่มีผู้ชนะเลือกตั้งในเขตนั้น และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่โดยใช้ผู้สมัครชุดใหม่ด้วย ซึ่งจะทำให้กระบวนการนับคะแนนคำนวณ party list ช้าลงไปด้วยเพราะต้องใช้คะแนนทั้งประเทศมาคำนวณ และจะส่งผลให้เปิดประชุมสภาที่องค์ประชุม 95% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดล่าช้าไปด้วย เช่นเดียวกับกรณีมีผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งรายใดได้ใบเหลือง-ใบแดงภายในหนึ่งปีนับแต่วันเลือกตั้ง อีกทั้งกลวิธีในการคำนวณ ส.ส.party list ที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ก็ยังมีความซับซ้อนอีกด้วย โดยกำหนดให้นำคะแนน ส.ส.แบ่งเขตทั่วประเทศ มารวมกันหารด้วย 500 เพื่อให้ได้จำนวนคะแนนเสียงเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคน แล้วนำคะแนนเสียงเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคนนี้ไปหารคะแนนเสียงของแต่ละพรรค เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.ต่อพรรคที่พึงมีได้ จากนั้นก็ให้นำจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคนั้น ๆ ได้รับ มาหักออกจากจำนวน ส.ส.ต่อพรรคที่พึงมีได้ จึงจะได้จำนวน ส.ส.party list ของพรรคนั้น ๆ ในกรณีที่จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคนั้น ๆ ได้รับเกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นพึงจะมีได้ พรรคนั้นจะไม่ได้ ส.ส.party list และให้นำจำนวน ส.ส.party list ไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่ได้จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่พรรคอื่น ๆ นั้นได้รับน้อยกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นพึงจะมีได้แทนโดยเทียบตามสัดส่วน แต่ต้องไม่ทำให้พรรคการเมืองใดมี ส.ส.เกินกว่าจำนวนที่พึงมีได้ (ร่างมาตรา 78-79, 80 วรรคหนึ่งและสอง, 86-89)

9.ห้ามควบรวมพรรคการเมืองเพื่อป้องกัน “เสียงข้างมากผิดปกติ” ในระหว่างอายุสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างประสบการณ์จากพรรคไทยรักไทย จึงได้เพิ่มเติมเนื้อหานี้มาในมาตรา 104 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 และสืบทอดมาถึงร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย (ร่างมาตรา 94 วรรคสอง)

10.ให้อำนาจ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปทั้งกรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระหรือถูกยุบก็ตามได้เองแทนที่จะให้รัฐบาลกำหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยอ้างการประท้วงการเลือกตั้งดังเช่นที่เกิดในรัฐบาลของเจ้าระบอบทักษิณและน้องสาวมาแล้ว (ร่างมาตรา 97-99)

11.กำหนดจำนวน ส.ว.200 คนมาจากการ “คัดเลือกกันเอง” ของกลุ่มสังคมต่าง ๆ และกำหนดให้ ส.ว.พ้นจาก “ร่มเงา” พรรคการเมืองทั้งโดยตัวเองและเครือญาติมากขึ้น เช่น ต้องพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อยสิบปีก่อนมาสมัคร และห้ามมีคู่สมรสเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเคยมีบทเรียนเรื่อง “สภาผัวเมีย” มาแล้ว แต่พยายาม “เลี่ยงบาลี” ไม่ให้ใช้คำว่า “สรรหา” หรือ “ลากตั้ง” เท่านั้นเอง และยังได้ปรับลดวาระจากหกปีเป็นห้าปี นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว พ้นตำแหน่งไปแล้วสองปีจึงกลับไปสังกัดพรรคการเมืองอีกด้วย และยังให้อำนาจ กกต.กำหนดวันเริ่มดำเนินการเลือก ส.ว.ได้เองแทนรัฐบาลเช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.อีกด้วย (ร่างมาตรา 102-105, 107-108)

12.ให้อำนาจ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในการคัดเลือกคนในองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. คตง. ผตง. กสม. ซึ่งล้วนแล้วแต่สามารถ “ให้คุณให้โทษ” นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำนองเดียวกับคณะกรรมการ คปป.ที่เคยมีบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ จึงทำให้องค์กรอิสระไม่มีความยึดโยงจากประชาชน ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ ส.ว.ผู้คัดเลือกคนในองค์กรอิสระเหล่านี้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 ส.ว.ก็ยังพอมีมาจากการเลือกตั้งบ้าง สรรหาบ้าง แม้ว่าคนในองค์กรอิสระเหล่านี้จะต้อง “วน” กลับมาสรรหา ส.ว.ก็ตาม (ร่างมาตรา 199, 218, 224, 228, 234, 237, 242)

13.กำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ภายใต้อาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ ทั้งที่ ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยที่สภาพสังคมไทยถือความกตัญญูกตเวทีเป็นใหญ่ ในเมื่อ ส.ว.เป็นตัวแทนของกลุ่มสังคมส่วนน้อย เขาก็มีหน้าทีเพียงแต่ต้องตอบแทนกลุ่มสังคมนั้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องมาตอบแทนปวงชนชาวไทย และทั้งที่กำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยแท้ ๆ แต่กลับห้าม ส.ส.และ ส.ว.ร้องขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามความต้องการของประชาชน (ร่างมาตรา 109, 180)

14.ในการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป ให้ทุกพรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็ได้ที่ต้องการให้เป็นนายกฯ ไม่เกินพรรคละสามชื่อ หรือจะไม่เสนอก็ได้ โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ให้กับพรรคใดแล้วก็จะไปเป็นนายกฯ ให้กับพรรคอื่นไม่ได้ เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 5% หรือ 25 คนจึงจะมีสิทธิ์นำรายชื่อเหล่านี้มาพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ถือเป็นการ “เปิดช่อง” ให้คนนอกมาเป็น ส.ส.ได้อย่างเต็มที่ แม้จะอ้างว่า “นายกฯ ยังคงมาจาก ส.ส.” แต่ก็หมายความว่านายกฯ มาจากชื่อที่ ส.ส.เสนอ หาใช่เลือกนายกฯ จากคนที่เป็น ส.ส.แบบรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ไม่ ถือได้ว่านายมีชัยกำลัง “เดินซ้ำรอย” ตัวเองที่เคยเขียนรัฐธรรมนูญ 2534 เอื้อต่อการที่พลเอกสุจินดา คราประยูรหนึ่งในสมาชิก รสช.เป็นนายกฯ เพราะไม่ต้องเป็น ส.ส.ก็เป็นนายกฯ ได้ จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นั่นเอง (ร่างมาตรา 83-84, 153-154)

15.ห้ามรัฐมนตรีร้องขอให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามความต้องการของประชาชนเช่นเดียวกับ ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งก็สามารถเปรียบเทียบง่าย ๆ ได้ว่าหาก CEO หรือกรรมการผู้จัดการสั่งพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นไม่ได้ จะมีความหมายอะไร (ร่างมาตรา 181)

16.ให้ศาลทุกศาลมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ยกเว้นศาลทหาร ที่ยังคงขึ้นการบังคับบัญชากับกรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเช่นเดิม (ร่างมาตรา 188)

17.ปรับโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญโดยให้ศาสตราจารย์ทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และข้าราชการหรืออดีตข้าราชการตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่ามาร่วมเป็นตุลาการด้วย รวมถึงขยายอายุเกษียณออกไปเป็น 75 ปี (ร่างมาตรา 195-196)

18.ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เพราะต้องการ “เล่นงาน” คนในเครือข่ายระบอบทักษิณโดยเฉพาะ ดังเช่นกรณียุบสี่พรรคการเมือง ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 220 คน แต่ไม่เคยทำเช่นนี้กับพรรคประชาธิปัตย์เลย (ร่างมาตรา 231 วรรคสี่)

19.กำหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่น อาทิ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กทม. และเมืองพัทยา แต่กลับยอมให้ผู้บริหารท้องถิ่นอาทิ นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. ผู้ว่าราชการ กทม. และนายกเมืองพัทยา ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งแต่ขอให้เป็นบุคคลที่สภาท้องถิ่นเห็นชอบก็ได้ โดยล้อกับ ส.ส.และนายกฯ ของราชการบริหารส่วนกลาง ถือเป็นการทำลายหลักการสำคัญเรื่องผู้บริหารท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 (ร่างมาตรา 249)

20.กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยากขึ้นกว่าเดิม ดังเช่น การลงคะแนนเสียงในวาระแรก นอกจากจะได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) แล้ว ก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.อย่างน้อยหนึ่งในสามอีกด้วย ส่วนในวาระที่สาม ก็เพิ่มเงื่อนไขเรื่องต้องมี ส.ส.อย่างน้อย 10% ของแต่ละพรรคที่มี ส.ส.อย่างน้อยสิบคน และของกลุ่มพรรคที่ได้ ส.ส.ไม่ถึงสิบคนรวมกัน และ ส.ว.อย่างน้อยหนึ่งในสามร่วมเห็นชอบด้วยเช่นกัน หากเนื้อหาใดที่ทำให้พวกตัวเองเสียประโยชน์ก็ต้องนำไปลงประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และยังได้เพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย เช่นเดียวกับที่ไม่เคยมีอำนาจนี้แต่เคยวินิจฉัยในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาแล้ว (ร่างมาตรา 253)

21.กำหนดให้ “แม่น้ำห้าสาย” หรือคณะบุคคลตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และที่แก้ไขในปี 2558 ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ภายหลังรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนี้

21.1 ให้ สนช.ทำหน้าที่ ส.ส. ส.ว. และรัฐสภา จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปและเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางประการ อาทิ เป็นข้าราชการประจำก็ยังเป็น สนช.ได้ (ร่างมาตรา 255)

22.2 ให้ ครม.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ (ร่างมาตรา 256)

22.3 ให้ คสช.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ แถมยังมี “ดาบอาญาสิทธิ์” ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 โดยเฉพาะ “มาตรา 44” ทุกประการ (ร่างมาตรา 257)

22.4 ให้ สปท.ทำหน้าที่ต่อไปอีกหนึ่งปี และสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทได้ (ร่างมาตรา 258)

22.5 ให้ กรธ.ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเก้าฉบับ และกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐภายในแปดเดือน เพื่อเสนอ สนช.พิจารณา หากไม่แล้วเสร็จ คสช.จะตั้ง กรธ.ชุดใหม่เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จ และสามารถเพิ่มจำนวนได้จาก 21 เป็นไม่เกิน 30 คน เมื่อกฎหมายทั้งสิบฉบับประกาศใช้แล้ว กรธ.จึงจะพ้นจากหน้าที่ (ร่างมาตรา 259)

ทั้งนี้ สมาชิกแม่น้ำทั้งห้าสาย หากใครอยากจะไปลงสมัคร ส.ส.หรือ ส.ว.ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันนับแต่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ (ยกเว้น กรธ.ที่ห้ามลงสมัครสองปี) รวมถึงให้อำนาจเต็มแก่นายกฯ ในการปรับ ครม.ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ในการแต่งตั้งบุคคลขึ้นทดแทนใน สนช. สปท. และ กรธ.ได้ด้วย (ร่างมาตรา 255-259)

23.ให้เลือกตั้ง ส.ส.ภายใน 150 วัน หลังจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามร่างมาตรา 259 มีผลใช้บังคับแล้วทุกฉบับ (ร่างมาตรา 260)

24.ให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 และ กสทช. คงอยู่ในวาระต่อไปจนกว่าจะครบวาระ และให้ กสทช.ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วย (ร่างมาตรา 261-262)

25.ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ ห้ามพนักงานอัยการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรธุรกิจอื่นใด ทั้งที่การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือของพนักงานอัยการ ก็เป็นไปเพื่อใช้ความรู้ทางกฎหมายในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์แห่งรัฐในองค์กรธุรกิจดังกล่าว เช่น การตรวจพิจารณาร่างสัญญาทางธุรกิจ การให้คำปรึกษาทางกฎหมายในคดีความที่หน่วยงานแห่งนั้นเป็นคู่กรณี (ร่างมาตรา 266)

26.กำหนดการศึกษาและตำรวจเป็นประเด็นหลักที่จะต้องปฏิรูปโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการตำรวจ ได้กล่าวไว้โดยละเอียดว่า “ให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพ และภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน” ภายในหนึ่งปี แต่กลับไม่พูดถึงการปฏิรูปกองทัพโดยการ “ให้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของทหารให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการทหารให้เกิดประสิทธิภาพมีหลักประกันว่าข้าราชการทหารและกองทัพไทยจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกลไกหนึ่งของรัฐ ตอบสนองต่อประชาชน มุ่งเน้นภารกิจอื่นที่มิใช่สงคราม คุ้มค่าต่อเงินภาษีอากรได้อย่างแท้จริง” หรือนี่จะใช้เป็นคำตอบที่ศาสตราจารย์ ดร.นิธี เอียวศรีวงศ์เคยเขียนบทความทำนองตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ใน มติชนสุดสัปดาห์ ได้ว่า “ทหารมีไว้ปฏิรูปคนอื่น แต่ไม่ต้องปฏิรูปตัวเอง” (ร่างมาตรา 267-268)

27.เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายตนสามารถเสนอเรื่องอื่น ๆ ที่สมควรปฏิรูปได้เพิ่มเติมอีก ดังนั้นในร่างมาตรานี้จึงเว้นว่างไว้ ดังนี้ “นอกจากการปฏิรูปตามมาตรา 267 และมาตรา 268 แล้ว ให้มีการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ………… เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่อง…………

(2) ………… เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่อง…………

ฯลฯ ” (ร่างมาตรา 269)

28.นิรโทษกรรมการกระทำของ คสช.แอนด์เดอะแก๊ง ทำนองเดียวกับที่ทุกคณะรัฐประหารของไทยเคยทำมา ทั้งนี้เพราะการล้มล้างการปกครองถือเป็นความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเท่ากับเป็นการ “ฟอกขาว” ความผิดแบบ “เหมาเข่ง” โดยที่ไม่มีใครที่เคยออกมาต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เคยเสนอกฎหมายทำนองนี้ ดาหน้าออกมา “เป่านกหวีด” ต่อต้านแม้แต่น้อย คงเห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน ถึงจะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้แต่ก็ในประเด็นอื่น (ร่างมาตรา 270)

                ผลจากการขยายเวลาจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเวลาเลือกตั้งจาก 6 และ 4 เดือนตามลำดับเป็น 8 และ 5 เดือนตามลำดับ ส่งผลให้ “โรดแมป” ของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกสามเดือน จึงทำให้หลายฝ่ายเริ่มสงสัย คสช.ว่าจะสืบทอดอำนาจผ่านทางกลไกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้หรือไม่ ถึงขนาดที่ต้องทำทุกวิถึทางเพื่ออยากให้ผ่านประชามติ ทั้งผ่านทางรายการโทรทัศน์ที่ออกหลังเคารพธงชาติทุกวัน ทุกช่อง ใช้กลไกนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ซึ่งส่วนใหญ่เรียน ม.ปลายทั้งสายสามัญและอาชีพ บางส่วนก็เรียนในชั้น ปวส.และปริญญาตรี ที่อยู่ระหว่างการฝึกภาคสนามทั้งที่เขาชนไก่และค่ายทหารอื่น ๆ ไปบอกเพื่อนฝูงพ่อแม่ผู้ปกครองให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แถมจะเอาถึงขนาดไปยืนบอกชาวบ้านหน้าหน่วยลงประชามติในวันที่ 31 กรกฎาคม กันเลย ใช้กลไกทหารประจำการและฝ่ายปกครองด้วยการสรุปร่างรัฐธรรมนูญเอาไปลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน พอโดนนักข่าวถามเข้าหน่อยนายกฯ และหัวหน้า คสช.ก็ทำมาโวยวาย แล้วยังมีหน้าพูดว่าตัวเองอ้างว้างเดียวดายยังกับเพลง “ดั่งนกเจ็บ” ที่คนร้องต้นฉบับถูกโฆษก คสช.แย่งเมียยังไงยังงั้น และด้วยสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ผิดปกติหรอกที่พรรคเพื่อไทยและ นปช.ในฐานะองค์กรการเมืองในสภาและภาคประชาชนที่ยืนหยัดสนับสนุนประชาธิปไตยมาโดยตลอดจะยืนยันคัดค้าน และไม่ผิดปกติหรอกที่ กปปส.ผู้ “เชิญแขกสีเขียว” และพลพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนจะเห็นด้วย แต่ผิดสังเกตที่คนพรรคประชาธิปัตย์หลายคน และบรรดามวลมหาประชาชนบางส่วนทั้ง ส.ว.และนักวิชาการกลับพากัน “ส่ายหน้า” ให้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัยใส่หมวก” นี้ซะงั้น บางคนก็อ้างเหตุพลใช้ได้ เช่น เรื่องความไม่ยึดโยงกับประชาชน การให้อำนาจศาลและองค์กรอิสระเกินกว่าเหตุ การมุ่งเน้นโจมตีนักการเมืองว่าคอร์รัปชันโดยไม่สนใจว่าข้าราชการประจำก็โกงได้เหมือนกัน แต่บางคนอย่างคนที่เคยลากผัวเข้าห้องประชุมรัฐสภา ก็ยังกล่าวหาว่า “นายทุน” จะฮุบสมบัติชาติผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ซะได้ โอ้!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

9 กุมภาพันธ์ 2559

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s