สยามทัศนะ (มกราคม 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 มกราคม 2559)

ปี “หนุมานลุยไฟ” ตามคำพยากรณ์ของหลาย ๆ โหราจารย์แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นจนไม่มีไฟจะให้ลุยก็ตาม มาพร้อมกับเรื่องวุ่น ๆ ทั้งปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจจีน การทดลองระเบิดปรมาณูพลังงานไฮโดรเจน (hydrogen bomb) ของเกาหลีเหนือ และการสงครามต่างนิกายของศาสนาอิสลามระหว่างซาอุดีอาระเบียซึ่งถือนิกายสุหนี่ และอิหร่านที่ถือนิกายชีอะฮ์ และการยกเลิกการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ “ร่วงลงเหว” เนื่องจากมี “อุปทานส่วนเกิน” หรือผลผลิตเกินกว่าความต้องการอย่างมาก จากไม่ถึง 2 บาร์เรล 100 ดอลลาร์ เหลือ 3 บาร์เรล 100 ดอลลาร์ และส่งผลให้ยางพาราซึ่งนำมาใช้ประกอบการผลิตยางรถยนต์ต้องมี “ชะตากรรมทางราคา” ไปในทางเดียวกัน ถึงขนาด “5-6 กิโล 100 บาท” กันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ประกอบกับหลายปัจจัยดังจะได้กล่าวต่อไปนี่เอง ที่นำมาซึ่งความไม่พอใจรัฐบาลทหาร คสช.ของคนพวกเดียวกัน และช่างบังเอิญที่เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขึ้นต้นด้วย ส.ทั้งสิ้น จึงขอเรียก “วิกฤติการณ์สี่ ส.” ก็แล้วกัน ส.แรกก็คือสวนยาง จากที่ชาวสวนยางจากทักษิณภาค ที่ลำบากใจเพราะรัฐบาลนายกฯ ชื่อนั้นและคณะ จนต้องออกมาฟาดฟันและนำไปสู่การรัฐประหาร เพราะหวัง (เหวิด) ว่ามีรัฐบาลทหารแล้วอะไร ๆ ก็จงจะดีขึ้น แต่แล้วการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยสภาวการณ์ราคายางขาลง ชาวสวนยางภาคใต้หลายรายก็ต้อง “บ๊ายบาย” โลกนี้ พวกที่ยังอยู่จึงได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและขอความช่วยเหลือเรื่องการปรับปรุงราคายางจากรัฐบาลทหาร ซึ่งได้ผลักดันการควบรวมสามองค์กรเกี่ยวข้องกับยางพาราคือองค์การสวนยาง (อสย.) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เข้าเป็น “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) ที่เริ่มต้นมาจากรัฐบาลทักษิณได้สำเร็จ แต่แล้วด้วยบุคลิกของนายกฯ ลุงตู่ ก็ทำได้แค่บ่นโวยวายดัง ๆ ว่า “แล้วจะให้กูทำยังไงวะ” แม้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือออกมาในภาคหลัง เช่นให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม (สำหรับทำถนน) กระทรวงศึกษาธิการ (สำหรับทำสนามกีฬาโรงเรียน) รับซื้อยางแผ่นกิโลกรัมละ 45 บาทแต่ก็ไม่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับชาวสวนยางได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากชาวสวนยางแทบไม่มีเครื่องรีดยางแล้ว ขายกันเป็นน้ำยางซะส่วนใหญ่ ก็มีแต่พ่อค้าคนกลาง (ยี่ปั๊ว) เท่านั้นแหละที่เขามีเครื่องรีดยางกัน คนพวกนี้ก็ “กินส่วนต่าง” ซื้อน้ำยางถูกขายยางแพงให้รัฐเท่านั้นเอง แถมยังมี “เสียงกระซิบ” เตือนจากพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ที่รัฐบาลทหารเคยเล่นงานอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์จากพรรคนี้เรื่องทุจริตจำนำข้าว ระวังจะโดนซะเองในเรื่องยางที่ช่วยเหลือแบบ “ฝนตกไม่ทั่วฟ้า” ก็แล้วกัน!!!

                ส.ที่สองก็คือ สสส.หรือ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” หนึ่งในหลายองค์กร “ตระกูล ส.” หรือบรรดาหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มี “หมอประเวศ” หรือศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส แอนด์เดอะแก๊งแพทย์อาวุโสในนาม “กลุ่มสามพราน” ยึดครองอยู่ ซึ่งเพิ่งถูก “ลุงตู่” ใช้อำนาจหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 สั่งปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนนำโดย “หมอวิชัย โชควิวัฒน” ออกจากตำแหน่งหลังเปิดศักราชใหม่ได้ไม่นาน ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าหมอวิชัยน่ะ “เหลือง” แค่ไหน แต่ก็ยังโดนเล่นงานซะขนาดนี้ โดยอ้างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นกรรมการ สสส.พร้อม ๆ กับการเป็นกรรมการองค์กร NGO เพื่อหวังนำเงินกองทุน สสส.ไปสนับสนุน NGO ของตนเอง แถม NGO บางรายก็ออกมาโวยวายด้วยว่าโดนสรรพากรเรียกภาษีย้อนหลังซะอีก ส่วนอดีตผู้จัดการ สสส.ที่ชิง “ไขก๊อก” ไปก่อนหน้านี้อย่างทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ก็เพิ่ง “ข้ามห้วย” ไปนั่งเก้าอี้ ผอ.Thai PBS สื่อสาธารณะของชาว NGO ด้วยเช่นกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลุงตู่เล่นงานคนในตระกูล ส.นะ เพราะก่อนหน้านี้หมอวินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้ดูแลโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคก็โดนเด้งจากคำสั่งตามมาตรา 44 มาแล้ว การที่เครือข่ายหมอผู้ใหญ่ถูก “ต้อนจนมุม” ดังกล่าวมานี้ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ “หมอมงคล ณ สงขลา” อดีตปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมัย คมช. ต้องออกมาระบายความผิดหวังของตนที่มีต่อรัฐบาลทหาร อุตส่าห์ตรากตรำเดินเท้ามาไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพราะอยากเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ แต่แล้วก็ไม่ใช่ รัฐบาลทหารกลับยิ่งแย่กว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ซะอีก ต่อให้ลุงตู่จะมากราบตีนขอโทษหรือยังไงก็คงไม่หาย!!!         

                ส่วน ส.ที่สามก็คือกรณีการสถาปนา “สังฆราช” พระองค์ใหม่ จากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ซึ่งกว่าจะได้พระราชทานเพลิงก็วันที่ 16 ธันวาคม 2558 น่าสังเกตว่าเหตุใดจึงต้อง “ยื้อ” ไว้ถึงกว่าสองปี คำตอบก็คืออำนาจเหนือการเมืองเองนั่นแหละ ที่ต้องการสกัดขัดขวาง “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ” วัดปากน้ำภาษีเจริญ ไม่ให้ขึ้นเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ได้โดยง่าย ก่อนหน้านี้ในรัฐบาลทักษิณ สมเด็จพระสังฆราชเจริญก็เริ่มประชวรด้วยพระชนมายุที่สูง หรือภาษาบ้านคือ “ป่วยตามประสาคนแก่” และเริ่มมีพฤติกรรมไม่บังควรของบุคคลใกล้ชิดหรือ “แก๊งห้องกระจก” เกิดขึ้นภายในวัดบวรฯ ทั้งก่อนและสมเด็จพระสังฆราชเจริญเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถึงขนาดที่คนพวกนั้นปลอมพระลิขิตไปหาผลประโยชน์เป็นคดีความกันเลยก็มี รัฐบาลทักษิณจึงได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ ให้มหาเถรสมาคมประชุมกันเพื่อเสนอสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยสามารถเสนอได้ทั้งรูปเดียวและเป็นคณะ จากเดิมที่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่เพียงรูปเดียวคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ แต่แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นรูปองค์คณะแล้วก็ยังคงมีสมเด็จเกี่ยวเป็นประธาน ประเด็นนี้นำมาซึ่งความไม่พอใจของพระป่านำโดยพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว) วัดเกษรศีลคุณ หรือที่สาธุชนทั่วไปรู้จักในนามวัดป่าบ้านตาด (ซึ่งเป็นสหายธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชเจริญ แต่เมื่อมรณภาพด้วยสาเหตุลึกลับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2554 ก็รีบพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 5 มีนาคม ปีเดียวกัน แค่ 34 วันจากวันมรณภาพเท่านั้นเอง) และลูกศิษย์ ที่เข้าใจผิดว่ารัฐบาลทักษิณตั้งสมเด็จเกี่ยวขึ้นมาเป็นสังฆราชอีกรูปหนึ่ง ไปไกลถึงขั้นกล่าวหาว่านายกฯ ทักษิณต้องการ “เทกโอเวอร์” พระพุทธศาสนาโดยใช้สมเด็จเกี่ยว ที่มีความเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายเป็นเครื่องมือ หลวงตามหาบัวผู้ประกาศตัวว่าเป็นพระอรหันต์ก็ถึงขั้น “ฟิวส์ขาด” กล่าวโจมตีสมเด็จเกี่ยวว่า “เอาหมาขี้เรื้อนมาเป็นสังฆราช ใครจะกราบลง” กันเลยทีเดียว ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นการใช้ “ของลับผู้หญิง” มาด่านายกฯ ทักษิณอย่างไม่อายปาก ไม่อายผ้าเหลือง ช่างขัดแย้งกับสมณศักดิ์ “พระธรรมวิสุทธิมงคล” ซะเหลือเกิ๊น!!! และเมื่อพระอาการอาพาธของสมเด็จพระสังฆราชเจริญทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ก็มีข่าวลือกันว่าต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ “ยื้อ” การสิ้นพระชนม์ไว้ รอให้สมเด็จเกี่ยวมรณภาพไปก่อน และก็เป็นความจริงในเดือนสิงหาคม 2556 ก่อนการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชเจริญประมาณสองเดือน พวกคนที่เคยปล่อยข่าวลือใส่ร้ายสมเด็จเกี่ยวบางรายก็ “ตายศพไม่สวย” แถมยังต้องรีบเผาดังที่ได้กล่าวไปแล้ว รายที่ยังอยู่ก็ไม่สำนึกผิด ยังคงก่อ “สังฆเภท” มาในยุคปัจจุบัน ด้วยการอ้างว่าการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามโบราณราชประเพณีจะต้องเป็น “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น” คือเป็นไปโดยพระราชอัธยาศัยเช่นเดียวกับการแต่งตั้งองคมนตรี อีกทั้งยังกล่าวหาว่าพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมเป็นพวกบ้ายศถาบรรดาศักดิ์ซะด้วย ทั้ง ๆ ที่แก๊งลูกศิษย์หลวงตามหาบัวเป็นบัวไม่พ้นน้ำหรือยังไง คุณไม่เคยรู้เลยหรือยังไงว่า เมื่อการสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ) ซึ่งเป็นสหายธรรมกับอาจารย์ของคุณนั่นแหละ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ตอนนั้นยังใช้ระบบ “อาวุโสโดยพรรษา” อยู่ คือสมเด็จรูปใดที่บวชมานานที่สุดจะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ) วัดมหาธาตุฯ และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) สองลำดับอาวุโสแรกท่านสละสิทธิ์ มหาเถรสมาคมจึงลงมติเลือกสมเด็จเจริญเป็นสังฆราชองค์ที่ 19 และได้ส่งชื่อให้รัฐบาลนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงสถาปนา หาใช่ “เบื้องบน” ทรงเลือกสมเด็จเจริญเองไม่ แต่พอสมเด็จช่วงที่พวกคุณไม่ชอบจะได้เป็นสังฆราชองค์ใหม่บ้าง เสือกออกอาการซะงั้น อีกทั้งอาจารย์ของคุณก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์แบบ “ก้าวกระโดด” จากพระครูเป็นเจ้าคุณชั้นราชที่ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” โดยไม่ได้เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญมาก่อน และจากพระราชญาณวิสุทธิโสภณ ไม่ต้องเป็นชั้นเทพก็ได้เป็นชั้นธรรมที่ “พระธรรมวิสุทธิมงคล” เลย ซึ่งพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรฯ ส่วนใหญ่ไม่เป็นเช่นนี้ และก็สมเด็จพระสังฆราชเจริญนี่แหละที่ได้ทรงเสนอแนะกับ ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ขณะนั้นเป็นเลขาธิการ ครม. (ต่อมาเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณที่ทำเรื่องแต่งตั้งสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ฯ และเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลลุงตู่ที่กำลังทำเรื่องแต่งตั้งสมเด็จช่วงในปัจจุบัน และเป็น “เป้าหลัก” ให้แก๊งพวกนี้ด่าเล่นอีกด้วย) ให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์จากเดิมที่เรียงลำดับสมเด็จ “อาวุโสโดยพรรษา” เป็น “อาวุโสโดยสมณศักดิ์” คือรูปใดเป็นสมเด็จก่อนถือว่าอาวุโสกว่า หาใช่เครือข่ายทักษิณนึกอยากจะแก้เองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พระในเครือข่ายแต่อย่างใด หลังการมรณภาพของสมเด็จเกี่ยว มหาเถรฯ ก็ได้เลือกสมเด็จช่วงซึ่งมีอาวุโสโดยสมณศักดิ์สูงสุดขึ้นมาทำหน้าที่ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่ฯ สืบแทน (ต่อมาเปลี่ยนให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ฯ รูปเดียว) ด้วยความที่สมเด็จช่วงเป็นองค์อุปัธยาจารย์ของ “ธัมมชโย” แห่งวัดพระธรรมกาย ที่อำนาจเหนือการเมืองไม่ปลื้ม แม้ว่าจะมี “คนเสื้อเหลืองเป่านกหวีด” บางคนอย่างตั๊ก บงกชไปเป็นสาวกก็เถอะ จึงมีความพยายาม “ดิสเครดิต” สมเด็จช่วงว่าบวชให้คนที่ถูกพระลิขิตให้สึกเพราะมีคดี “ฮุบที่วัด” และหลังจากโดนพระลิขิตแล้วก็ยัง “โกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” แต่ก็ยังได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จาก “พระราชภาวนาวิสุทธิ์” เป็น “พระเทพญาณมหามุนี” และพยายามทำบุญให้เป็นสินค้าดังเช่นในวิทยานิพนธ์ของ “หลวงเจ๊ ว.วชิรเมธี” ส่วนองค์สมเด็จช่วงเองก็มีพฤติกรรม “สะสมรถหรู” ผิดพระธรรมวินัยเห็น ๆ ทั้งที่กรณีธัมมชโย ไม่ว่าจะผิดหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็มีพรรษาเกินสิบ ไม่ใช่พระนวกะ แต่เป็นพระเถระแล้ว ไม่ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของอุปัชฌาย์ และอุปัชฌาย์ก็ไม่ต้องรับผิดใด ๆ กับการกระทำของพระเถระรูปนั้นแล้ว เรื่องการฮุบที่ดินก็มีหลักฐานชัดเจนแล้วว่าท่านธัมมชโยได้ยกที่ดินที่ได้รับถวายมาเป็นสมบัติของวัดพระธรรมกายไปแล้ว ไม่มี “เถยจิต” คิดจะครอบครองที่ดินนั้นแต่อย่างใด เรื่องพระลิขิตที่อ้าง ๆ กัน ก็ยังมีข้อสงสัยจากสังคมว่าเป็นของจริงหรือไม่เพราะมีข้อพิรุธหลายประการ เช่นการใช้เลขอารบิก การเว้นวรรคตอน และการรับรองพระลิขิตย้อนหลังโดยพระรูปหนึ่งในแก๊งห้องกระจกแห่งวัดบวรฯ ที่เคยโดนคดีปลอมพระลิขิตมาก่อน ส่วนกรณีสหกรณ์ฯ คลองจั่นนั้นก็พบว่าผู้จัดการสหกรณ์ “นายศุภชัย ศรีศุภอักษร” เป็นผู้นำมาถวายเอง ท่านธัมมชโยไม่ได้ร้องขอแต่อย่างใด และเมื่อรับมาแล้วท่านก็ไม่ได้สงสัยอันใดเกี่ยวกับที่มาของเงินนั้นด้วย ก่อนที่นายศุภชัยจะโดนคดีในเวลาต่อมา เมื่อธัมมชโยไม่มีมูลเหตุที่จะต้องปาราชิกแล้วสมณเพศจึงสมบูรณ์ สามารถรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ได้ปกติ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่ออกมากล่าวหาธัมมชโยว่าโดนคดีฮุบที่วัดและโกงเงินสหกรณ์ ก็คือ “โล้นซ่าสุวิทย์หัวกรวย” เจ้าของนาม “พุทธะอิสระ” (ซึ่งต้องแปลตามหลักบาลีจากหลังมาหน้าว่า “เป็นอิสระจากพระพุทธเจ้า” เช่นเดียวกับ “พุทธทาส” ที่แปลว่า “ทาสของพระพุทธเจ้า” ) ซึ่งเขาก็เป็นอิสระจากพระพุทธศาสนาจริง ๆ เพราะเคยบวชมาแล้ว “โกงพรรษา” เพื่อหวังเป็นเจ้าคณะตำบล เมื่อจับได้ก็ทำเป็นสึกแล้วบวขใหม่ในไม่กี่ชั่วโมง เมื่อบวชใหม่ก็ยังประกาศขายที่วัดอ้อน้อยทั้งที่กฎหมายไม่อนุญาต เนื่องจากที่ดินวัดซื้อขายกันไม่ได้ และยังเคยยกแก๊งไป “ตบทรัพย์” โรงแรมเอสซีปาร์คย่านรามคำแหง 39 มาแล้ว สำหรับกรณีทำให้บุญเป็นสินค้าถึงขนาดเรียกว่าเป็น “บริษัทธรรมกายขายบุญ” นั้น ถามหลวงเจ๊และแฟนคลับจริง ๆ เถอะครับว่า บรรดาวัดต่าง ๆ ที่งัด “เดรัจฉานวิชา” มาให้คนเข้าวัด ดูดวง สะเดาะเคราะห์ บูชาเทพพราหมณ์ฮินดูที่องค์ใหญ่พอ ๆ หรือมากกว่าพระประธาน ปลุกเสกตุ๊กตายาง เอ้ย! ตุ๊กตา “ลูกเทพ” ให้คนงมงาย ซึ่งของพวกนี้ธรรมกายไม่มีนะ แถมบางวัดก็ยังทำสติกเกอร์ติดท้ายรถอีก จะกล้าเรียก “บริษัทสมานรัตนาราม” “บริษัทท่าไม้” หรือ “บริษัทบัวขวัญ” บ้างไหม ในส่วนขององค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโยอย่างสมเด็จช่วงที่พยายามยัดเยียดข้อหา “สะสมรถหรู” ที่มีข้อครหาเรื่องเลี่ยงภาษีนั้น ก็เป็นที่ยุติแล้วว่าเป็นรถโบราณกว่าหกสิบปี มีผู้นำมาถวายให้เป็นวัตถุพิพิธภัณฑ์ของวัด พระมีหน้าที่ต้องรับของที่ญาติโยมถวายไม่ว่าจะดีเลวเพียงใดโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ หาใช่วัดหรือสมเด็จช่วงซื้อมาเพื่อใช้รับกิจนิมนต์แต่ประการใด แต่พวกคนดีพวกนี้ก็ยังพยายาม “แถ” ไปอีกว่าวัดควรเป็นแหล่งศึกษาพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีหน้าที่มาสร้างพิพิธภัณฑ์ ถ้าใช้ logic แบบนี้แล้ววัดอื่น ๆ ทั่วประเทศก็สร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ไม่ได้เลยใช่ไหม แม้แต่วัดของพระที่คุณนับถือ สองศิษย์เอกของอลัชชีหัวกรวยอย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน-ไพศาล พืชมงคล” ก็ร่วมกันรับลูกจากอาจารย์ของตนอย่างเต็มที่ ทั้งการเดินเกมให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตีความมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ว่า “นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม” นั้นหมายถึงให้มหาเถรฯ เสนอชื่อให้นายกฯ หรือนายกฯ ต้องขอให้มหาเถรฯ เสนอชื่อกันแน่ และการ “จวก” ธัมมชโยผ่านทาง Facebook แต่ที “เจ้าคุณเบอร์ลิน (จิตติก์) หรือพระโสภณพุทธิวิเทศ” โพสต์แซวนายไพบูลย์ว่าตั้ง “หลวงปู่หัวกรวย” เป็นสังฆราชองค์ใหม่พร้อมสร้อยพระนาม “สมเด็จพระพุทธะอิสระมุนี ศรีสังฆปริณายก ตรีปิฎกเทือกสุบรรณ จันทร์โอชามหาโมลี ศรีเวชชาชีวะวรางกูร มไหสูรวงษ์สุวรรณมหันตคุณ วิบูลย์เผ่าจินดามหาคณานุนายก ตรีปิฎกธรรมรักขิต มหาคณิสสร กปปส. บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี” เข้าหน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้!!! ซึ่งผู้เขียนแม้ไม่ได้เรียนเปรียญธรรม แต่ก็ขอใช้ความรู้ภาษาบาลีที่มีน้อยนิดแปลสมณศักดิ์ของหลวงปู่หัวกรวยไว้ด้วย ณ ที่นี้ว่า

สมเด็จพระพุทธอิสระมุนี หมายถึง สมเด็จนักบวชผู้ทรงเป็นอิสระจากพระพุทธศาสดา

ศรีสังฆปริณายก หมายถึง (แต่มีหน้าจะมา) ปกครองสงฆ์

ตรีปิฎกเทือกสุบรรณ หมายถึง ดำรงความศรัทธาใน (ลุงกำนันผู้มี) นามสกุลเทือกสุบรรณยิ่งกว่าพระไตรปิฎก หรือถือลุงกำนันเป็นพระไตรปิฎก

จันทร์โอชามหาโมลี หมายถึง ผู้เป็นสุดยอดยิ่งใหญ่ของ (นายกรัฐมนตรี) นามสกุลจันทร์โอชา

ศรีเวชชาชีวะวรางกูร หมายถึง เป็นผู้สืบต่อที่เหมาะสมสำหรับ (นายกรัฐมนตรี) นามสกุลเวชชาชีวะ

มไหสูรย์วงษ์สุวรรณ หมายถึง (เป็นผู้สืบต่อที่เหมาะสมสำหรับ) ผู้เป็นใหญ่นามสกุลวงษ์สุวรรณ

มหันตคุณวิบูลย์เผ่าจินดา หมายถึง (เป็นผู้สืบต่อที่เหมาะสมสำหรับ) ผู้มีคุณอันยิ่งใหญ่งอกงามนามสกุลเผ่าจินดา

มหาคณานุนายก หมายถึง (ซึ่งเป็น) บรรดาคณะผู้เป็นใหญ่

ตรีปิฎกธรรมรักขิต หมายถึง (แต่ก็ยังหน้าด้านที่จะ) เป็นผู้รักษาพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก

มหาคณิสสร หมายถึง (แต่ก็ยังหน้าด้านที่จะ) เป็นหัวหน้าใหญ่ในคณะสงฆ์

กปปส. บวรสังฆาราม หมายถึง มี กปปส.เป็นวัดอัน (ตนคิดว่า) ประเสริฐ

คามวาสี อรัญวาสี หมายถึง (ปกครองบังคับบัญชา) พระบ้าน (และ) พระป่า

                และ ส.ที่สี่ก็คือ ส.สุขุมพันธุ์ ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ “แฉ” กันเองเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการ กทม.ที่คนของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง “คุณชายหมุ” หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตรนั่งบริหารอยู่ โดย “คนเคยเคย” อย่างอดีต ส.ส.วิลาศ จันทร์พิทักษ์ และอดีต ส.ส.วัชระ เพชรทองแห่งพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน ทั้งเรื่อง “กล้องวงจรปิดดัมมี่-ให้บีทีเอสต่อสัญญา-จัดหาไฟโชว์ปีใหม่-ซื้อเปียโนให้โรงเรียน-หมุนเวียนข้าราชการเรียกรับใต้โต๊ะ” จนต้องออกมาโชะ ๆ กันเอง ดังที่เคยกล่าวมาในตอนที่แล้วว่ามี “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” ที่จะให้ “คุณชายหมู” ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ร่วมกับ “ลุงกำนัน” และข่าวลือนี้ก็คงมีมูลความจริงอยู่บ้าง ไม่งั้นเมื่อย่างเข้าศักราชใหม่คนอย่างนายวัชระที่มีชื่อเล่นว่า “แจ็ค” ที่ชอบโจมตีฝ่ายประชาธิปไตยนำโดยทักษิณ คงไม่เป็น “แจ็คผู้ฆ่าหมู” ถึงขนาดพูดแขวะหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์หลังจากพรรคสีฟ้าตราแม่พระธรณีลงมติ “คว่ำบาตร” แต่ยังไม่อาจใช้มติพรรคขับออกอย่างเป็นทางการได้เนื่องจาก คสช.ยังคงห้ามอยู่หรอกว่า “ขอให้ท่านสุขุมพันธุ์โชคดีในการเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ของทหารนะครับ” แล้วก็คุณชายหมูนี่แหละที่ไป “ล็อบบี้” คสช.ไม่ให้อนุญาตจัดประชุมพรรค เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังจะโดนเล่นงาน ไม่เพียงเท่านั้น นายวัชระยังกล้าโจมตีรองผู้ว่าราชการ กทม.หญิงอย่าง ดร.ผุสดี ตามไทซะอีกว่า “ท่านเป็นสุภาพสตรี จบดอกเตอร์ ควรจะพูดจาดี ๆ หน่อย” นี่คือวาจาของคนที่เคยพูดแบบนี้กับอดีตนายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์จากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว มาวันนี้ดันเอา “วาจาสามหาว” แบบนี้มาใช้กับคนในพรรคเดียวกันก็ได้ด้วย!!! แถมยังมีข่าวการลาออกของ “ผู้การแต้ม มือปราบหูดำ” พลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ จากตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.อีกด้วย ครั้นจะนำ “นวยนิ่ม” พลตำรวจโทอำนวย นิ่มมะโน มานั่งแทนก็ติดเงื่อนไขเรื่องเป็นประธาน กกต.กทม.ซะอีก

                แต่ต่อให้มีสักกี่ ส.ที่เป็นพวกเดียวกันที่ทำให้รัฐบาลทหารวุ่นวาย แต่รัฐบาลทหารก็ยังคงฝ่ายเห็นประชาธิปไตยเป็นศัตรูอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ ไม่งั้น “คณะปฏิวัติ” คงไม่กลัว “ปฏิทินพี่น้องสองนายกฯ ” หรือจะเรียกว่า ที่เกาหลีเหนือมี hydrogen bomb แต่ไทยมี calendar bomb ก็คงไม่ผิด จากการที่พี่น้องสองนายกฯ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สั่งพิมพ์ปฏิทินปีใหม่ 2559 จำนวนสามแสนฉบับ เพื่อแจกจ่ายให้กับบรรดาแฟนคลับทั้งหลายผ่านทางอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและร้านค้าต่าง ๆ ของชาวแดง ซึ่งก็ตามมาด้วยบรรดา Feedback ของคนในรัฐบาล นับตั้งแต่นายกฯ ลุงตู่ ที่ออกโรงด่าอดีตนายกฯ รุ่นพี่เตรียมทหารสองรุ่นว่า “ทำไมไม่เอาคนดี ๆ มาทำปฏิทิน เอาคนหนีคดีมาทำปฏิทินทำไม กลับมาติดคุกสิเดี๋ยวจะทำปฏิทินให้” โดยที่นายกฯ ลุงตู่อาจจะไม่ทราบว่า “เฮียกิมเอี่ยม วัฒนา อัศวเหม” อดีตเจ้า

พ่อปากน้ำที่หนีคดีคลองด่านที่ทำให้รัฐบาลปัจจุบันต้องจ่ายค่าโง่เกือบหมื่นล้าน และลูกชาย “เฮียเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการที่พ้นตำแหน่งเพราะคำสั่งมาตรา 44 อดีตสามีของหนึ่งนักร้องค่ายแกรมมี่ หนึ่งนักแสดงละครช่อง 3 ปัจจุบันติดคุกคดีโกงเลือกตั้ง ส.ท.นครสมุทรปราการ ก็ยังทำ ส.ค.ส.แจกคนสมุทรปราการทั้งจังหวัดได้สองปีติดกัน

ภาพที่ 1 ส.ค.ส.อวยพรปีใหม่ 2558 ของนักโทษชายหนีคดีวัฒนา อัศวเหม และเครือญาติ

ภาพที่ 2 ส.ค.ส.อวยพรปีใหม่ 2559 ของนักโทษชายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

หรือ มท.1 อย่างพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ ดร.ทักษิณ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ อย่างหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้เป็น “เหลน” แห่งกรมพระยาดำรงฯ ปฐมเสนาบดีแห่งกระทรวงมหาดไทย ก็พูดไปในทิศทางเดียวกันว่า “ไม่เคยเห็นใครเอารูปตัวเองมาใส่ในปฏิทินแบบนี้” และ “รูปภาพที่ปรากฏบนปฏิทินจะต้องเป็นรูปภาพที่มีคุณค่าทางจิตใจ” ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าทั้ง มท.1 ปัจจุบัน และเหลนของ มท.1 คนแรกต้องการ “ตีกระทบชิ่ง” ดร.ทักษิณว่า “ตีตนเสมอเจ้า” เนื่องจากเห็นว่ารูปภาพที่พิมพ์กันบนปฏิทินโดยทั่วไปจะเป็นรูปภาพเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือวัตถุมงคลต่าง ๆ ดังเช่นปฏิทินของธนาคารต่าง ๆ ที่แจกลูกค้าในช่วงปีใหม่ แม้จะหมดปีนั้น ๆ ไปแล้วแต่ก็ยังคงเก็บรูปภาพนั้นไว้เคารพบูชาได้ ไม่ใช่สามัญชนทั่วไปที่ใครอยากจะทำได้ แต่ทั้งสองท่านอาจจะหลงลืมอะไรไปแล้วว่า สามัญชนที่ไม่ใช่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ก็ยังมีรูปภาพปรากฏบนปฏิทินอยู่มากมาย ดังเช่นสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 7 หรือร้านค้าต่าง ๆ ไม่อย่างนั้นเพลง สัญญาหน้าฝน ของวงคาราบาวที่มีศิลปินแห่งชาติเป็นหัวหน้าวงคงไม่มีท่อนที่ว่า “ถึงเธอไปไม่กลับ ก็ยังคอยนับวันเดือนข้างฝา ปฏิทินดารา ยังส่งยิ้่มมาถากถางหัวใจ” หรอก หรือถ้าจะเอาให้ถึงที่สุด บรรดาสุรายาเมา น้ำมันเครื่อง มอเตอร์ไซค์ แบตเตอรี่ ของพวกนี้ก็ยังเคยเอา “รูปโป๊โชว์นม บางทีก็ถึงขั้นโชว์จิ๋ม” มาพิมพ์เป็นปฏิทินได้เล้ย!!!

                หรืออย่างกรณีการอุ้ม “จ่านิว” หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ กลางดึกวันที่ 20 มกราคม หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยอ้างการไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาจากการขึ้นรถไฟไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์เมื่อเกือบสองเดือนก่อน แต่ด้วยความ “ไม่เป็นมวย” ของทหาร จึงแทนที่จะนำตัวไปส่งตำรวจ ณ โรงพักท้องที่เกิดเหตุ (สภ.คลองหลวง) ดันนำตัวจ่านิวไปส่ง ณ โรงพักท้องที่บ้านจ่านิว (สน.นิมิตรใหม่) ซะงั้น ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะนำตัวไปส่งที่ สถานีตำรวจรถไฟ (สร.) ธนบุรี เพื่อน ๆ นักศึกษานักกิจกรรมที่ไปเยี่ยมจ่านิวที่ สร.ธนบุรีก็ถูกรวบตัวไปด้วยเช่นกัน แต่โชคยังดีที่ศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัวจ่านิวและเพื่อน ๆ นำมาซึ่งการแจ้งความกลับของจ่านิวต่อเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่รถไฟที่ขัดขวางการเดินทางในคราวนั้น ด้วยความที่รัฐบาลทหารไทยถนัดในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในชาติ (ที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน) นี่แหละที่นำมาซึ่งการ “ลดเกรด” ความน่าเชื่อถือของนานาชาติต่อสิทธิมนุษยชนของไทยในเวลาต่อมา พฤติการณ์และพฤติกรรมที่ขัดแย้งต่อคำพูดของผู้นำทหารที่นำโดยนายกฯ ลุงตู่ที่การกระทำขัดแย้งกับคำพูด “ปากประชาธิปไตย ใจเผด็จการ” หรือ “ปากทันสมัย ใจไม่พัฒนา” นี่ล่ะมั้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่มีหุ่นไดโนเสาร์ไปตั้งโชว์วันเด็กในทำเนียบรัฐบาล แถมคนที่ประกาศปาว ๆ ว่าเป็นพุทธก็ดันเห่อไปอุ้ม “ตุ๊กตาลูกเทพ” กันจนต้องหาที่นั่งในฐานะผู้โดยสารรถไฟ รถทัวร์ เครื่องบินกันยกใหญ่

                ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ คสช.ตั้งใจ “กำจัด” ฝ่ายการเมืองเพื่อหวังสืบทอดอำนาจให้ตนเอง คือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับลุงมีชัยนั้น ขอกล่าวถึงเป็นตอนพิเศษต่อไป

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

30 มกราคม 2559

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s