สยามทัศนะ (กุมภาพันธ์ 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559)

 

                ในเดือนแห่งความรักที่เต็มไปด้วยความรักในอำนาจแต่ไม่รักในประชาชนของบรรดาขุนทหาร คสช.แอนด์เดอะแก๊ง และความรักในประชาธิปไตยของฝ่ายประชาชน ก็นำมาซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงเดือนนี้อย่างมากมาย ทั้งคำพิพากษาฎีกาในคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า “บิ๊กแอ๊ด” พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในกรณีดังกล่าวจนนำไปสู่การยกฟ้องในชั้นอุทธรณ์ หากแต่เป็นกรณีที่ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ เต้าขึ้นมาเท่านั้น สมุนลุงกำนันอย่างนายถาวร เสนเนียม ซึ่งเป็นอดีตอัยการจึงฮึ่ม ๆ ใส่อดีตอัยการสูงสุด “อรรถพล ใหญ่สว่าง” ว่าทำไมไม่ฎีกาเล่นงานบิ๊กแอ๊ดไปซะเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความผิดที่ไม่มีจริงของพรรคไทยรักไทยนี้ กลับไม่อาจทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ ที่ถูก “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ซึ่งไม่ใช่ศาลแต่มีศักดิ์เสมือนศาลสั่งยุบหลังการรัฐประหารคราวก่อนฟื้นคืนสภาพกลับมาได้เลย หากจะเอาเพลงหัวใจเหี่ยว ๆ ของแจ้ ดนุพล มาแซวก็ต้องบอกว่า “เหมือนฟ้าดินจะสั่ง พรรคไทยรักไทยยุบเลย” และยังนำมาใช้เป็นตราประทับในการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ลุงมีชัยใส่หมวก” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้ “ติดเขี้ยวเล็บ” ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่เหนือสามอำนาจอธิปไตยหรือภาษาช่างกลเรียกว่า “ศาล รธน.พ่อทุกสถาบัน” ก็ว่าได้ ในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนนี้ กรธ.ก็ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อปลายเดือนก่อน บางกลุ่มอย่าง สนช.ก็เสนอเลยเถิดถึงขั้นให้ ส.ว.มาจากการ “ลากตั้ง” ทั้งหมด และอยากเห็นบรรดาแม่ทัพนายกองมาร่วมแก้วิกฤติประเทศร่วมกับศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ก็อย่างว่า คนที่ส่วนใหญ่เป็นทหาร ได้ดิบได้ดีเพราะทหาร ก็ย่อมไม่นิยมเสียงประชาชนเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับ ครม.ที่ “อยากอยู่ยาว” ด้วยการขอ “ติดดาบ” ให้กับ คสช.ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งอย่างน้อยห้าปีโดยอ้าง “ความเป็นความตายของประเทศ” (หรือของคนบางคนกันแน่) มาบังหน้า เรียกว่ารัฐบาลใหม่มาก็ไม่ต่างอะไรจาก “เป็ดง่อย” เพราะนอกจากจะต้องปฏิบัติตามนโยบายของพรรคที่มาประกอบกันเป็นรัฐบาลผสมที่อาจไม่เป็นเอกภาพตามหลัก “คนเยอะ เรื่องแยะ” แล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติตามแนวนโยบายแห่งรัฐและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะ “มัดตราสัง” ไม่ให้ทำอะไรผิดไปจากนี้ซะอีก

                และตามที่ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความ “ทหารมีไว้ทำไม” เผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อเดือนที่แล้วเช่นกัน หลังปีใหม่ไม่นาน ในเดือนนี้ก็สามารถหาคำตอบได้อีกสามข้อแล้วว่า “มีไว้คุมเด็กเดินพาเหรด”  “มีไว้เล่นงานพระ”  กับ “มีไว้จัดระเบียบตำรวจโดยไม่ต้องปฏิรูปตัวเอง” จากกรณีวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ก่อนวันแห่งความรักเพียงวันเดียว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 71 เป็นธรรมดาที่สถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่เป็นอันดับสองของประเทศ ที่เคยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” จะต้องจัดขบวนพาเหรดล้อการเมืองเช่นเดียวกับที่เคยแซวหลายรัฐบาล ทั้งที่มาจากประชาชนและทหาร โดยก่อนการเดินทหารได้สั่งให้เลื่อยหุ่นรูปปืนและเก็บป้ายผ้าที่มีคำว่า คสช.ออกไป แต่กระนั้นก็ยังมีหลายชุดการแสดงที่ “สะท้อน” ถึงอะไรหลายอย่างในบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เช่น “อีเจี๊ยบเรียบอาวุธ” ที่ต้องการนำ “อีเจี๊ยบเลียบด่วน” นักวิจารณ์บันเทิงชื่อดังในโลกออนไลน์มา “ตีกระทบชิ่ง” ถึงคนแพร่ข่าวให้รัฐที่ชอบวิจารณ์ฝ่ายประชาธิปไตยที่ชื่อ “ไก่อู” “กะลาแลนด์ ban ประชา” ที่ต้องการสื่อความถึงการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารผ่านนโยบาย single gateway และ “ตั้วเฮียที่รัก” ที่หมายถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เอาใจ “พญามังกร” จนแม้แต่รถไฟความเร็วปานกลางรางเดี่ยว แพงกว่าสมัยยิ่งลักษณ์ก็ยอมได้

                ถัดจากวันแห่งความรักเพียงวันเดียวเช่นกันก็ปรากฏกลุ่มพุทธบริษัทจำนวนมากที่ได้ไปร่วมสัมมนาวิชาการ “ผ่าแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” และปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ให้ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ตามที่มหาเถรสมาคมลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อเดือนก่อน และเพื่อ “แฉ” ความไม่ชอบมาพากลที่ “โล้นห่มเหลืองสุวิทย์ อิสระจากพระศาสดา” และชาวคณะเตรียม “ปู้ยี้ปู้ยำ” คณะสงฆ์ไทย ทั้งที่บรรดาพระและโยมไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างสงบเรียบร้อยแท้ ๆ แต่ทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ขาเก่าเจ้าประจำก็กลับมา “บล็อก” รถอาหารและรถส้วมพระซะนี่ แถมยังหวิดวางมวยกับพระสงฆ์อีกด้วย ดีว่ามีพระอีกรูปมาจับแยกไป แต่การณ์กลับเป็นว่าพระรูปที่จับทหารแยกไปนั้นถูกกล่าวหาว่า “ล็อกคอทหาร” ซะงั้น เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงคนชุดเขียว ที่หนวดเครายังไม่ทันได้โกนแต่แปลงกายมาเป็นคนห่มเหลืองแล้วมาป่วนงานนี้ กลับกล่าวหาว่าพระผู้จัดการสัมมนาเตรียมอันธพาลมาปลอมเป็นพระ เหมือนการปราบเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ที่ทหารแฝงกำลังอยู่เต็มโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่ประธาน กปปส.มีอำนาจค่อนข้างสูงในบริเวณนั้น พอแกนนำเสื้อแดงจะขอเข้าไปตรวจสอบก็เสือกมาด่าคนขอตรวจสอบ แทนที่จะด่าทหารที่เตรียมมาปราบประชาชนในสถานที่ที่พระสังฆราชประทับอยู่ ทัศนคติในแง่ลบที่มีต่อพระนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะสื่อมวลชนขาเก่าเจ้าประจำบางสำนักที่มีเจ้าของหัวโล้น ๆ นั่นแหละที่ใส่ความ แถมผู้ประกาศข่าวตัวเตี้ยบางคนของค่ายนั้นที่เคยทำลายสถาบันครอบครัวคนอื่นจนมีคลิปเสพกามมาแล้ว มาวันนี้ก็ยังเสือกมาทำลายสถาบันศาสนากับเขาด้วยการ “ผสมโรง” เล่นงานพระเหล่านี้ซะอีก ราชนิกูลสายนกหวีดบางคนที่เป็นญาติห่าง ๆ กับหัวหน้าม็อบนั้น (เพราะเป็นเหลนของคนคนเดียวกัน) อย่าง “ท่านใหม่” หรือพลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคลก็บ้ากามถึงขนาดเสนอให้เอาโคโยตี้ หมอนวด มาล่อพระ เรียกว่าล้มละลายทางการเงินยังไม่พอ ยังล้มละลายทางความคิดอีกด้วย จึงเหมาะสมแล้วล่ะที่ “ทับทิม มัลลิกา” ที่เพิ่งเลิกรากับลูกชายของอดีตนายกฯ จอมหลักการมีดโกนอาบน้ำผึ้งจะมอบเค้กวันเกิดรูป “กระจู๋” ให้ลูกสาวของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร) พระผู้จัดการสัมมนายังถูกตำรวจโรงพักพุทธมณฑลแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ทั้งที่การประกอบศาสนพิธีและการประชุมทางวิชาการ ซึ่งเป็นสาระหลักของเหตุการณ์นี้ ไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมายฉบับนี้แต่อย่างใด ผิดกับหลวงปู่หัวกรวย เจ้าตำรากรรมฐานราดขี้จากถาน ลูกน้องของคนบางคนที่ตอนไปต่างประเทศเมื่อไว ๆ นี้ ขี้ในส้วมที่สร้างขึ้นเพื่อตัวเองเท่านั้นแล้วก็รื้อทิ้ง ที่ไปไหน ๆ ก็ได้ไม่มีใครกล้าเล่นงานอะไร ขนาดไปขู่ทูตอเมริกาถึงสถานทูตก็เคยมาแล้ว ถ้าตุ๊กตาที่คนเพิ่งเห่อบูชากันจนเลิกไปเขาเรียกว่า “ลูกเทพ” คนอย่างหลวงปู่สุวิทย์หัวกรวยก็น่าจะเรียกว่า “ลูก (พระ) เทพ” หรือ  “พระ (ลูก) เทพ” ได้เหมือนกัน!!! ในส่วนกลไกภาครัฐอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรมที่หลวงปู่หัวกรวยเคยไปยึดมาแต่ไม่มีปัญญาหาเงิน 1.4 ล้านบทมาจ่ายค่าเสียหายก็ออกมาแถลงข่าวว่ารถโบราณของสมเด็จช่วงนั้นเป็นรถที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายในทุกขั้นตอน เพื่อกะจะ “ดิสเครดิต” ว่าที่สังฆราช ทั้งที่ยังไม่ชัดว่าสมเด็จช่วงเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อรถคันนั้นจริงหรือไม่ เป็นแต่เพียงผู้รับถวายรถที่ถูกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรถหลาย ๆ คันเท่านั้น ผิดกับกรณี “บอย ปกรณ์” ที่ซื้อรถหรูราคาถูกมาจากผู้ต้องหาคดีโกงเทคโนฯ ลาดกระบังที่ปัจจุบันคดีนี้ “เงียบหายไปกับสายลมและเปลวเพลิง” แล้ว อีกทั้งนายวิชาญ รัษฐปานะ ผู้รับประกอบรถให้กับสมเด็จช่วง ก็เป็น “นักเลงรถโบราณ” ตัวยง ถึงขนาดมีตำแหน่งในสมาคมรถโบราณ เช่นเดียวกับ “คนดี” อย่างนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดีที่ไม่มีใครกล้าตรวจสอบบ้างเลย แถมยังจะเล่นงาน “ธัมมชโย” แห่งวัดพระธรรมกายในข้อหารับของโจร เพราะไปรับเงินทำบุญที่ได้มาจากการโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นอีกด้วย และในฐานะที่สมเด็จช่วงเป็นองค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโย ก็ไม่สมควรขึ้นดำรงตำแหน่งสังฆราชด้วยเช่นกัน ตามหลัก “ลูกทำผิด พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ” ซึ่งหากจะใช้ตรรกะแบบเดียวกันแล้ว เงินตราต่างประเทศและทองคำที่เข้าโครงการผ้าป่าช่วยชาติเพื่อไปชดเชยทุนสำรองเงินตราเมื่อสิบกว่าปีก่อนหากมีแม้เพียงดอลลาร์เดียวหรือทองสลึงเดียวที่ได้มาจากการลักวิ่งชิงปล้น หลวงตาเจ้าของโครงการที่แม้จะมรณภาพไปด้วยอุบัติเหตุจนต้องรีบเผาศพ แต่ยังมีแก๊งลูกศิษย์ที่ยังกร่างอยู่จนถึงวันนี้ ที่ถ้าพูดแบบนักเลงอันธพาลได้คงพูดไปแล้วว่า “เฮ้ย อย่ามาทำอะไรกูนะ อาจารย์กูซี้กับสังฆราชเจริญนะเว้ยเฮ้ย” และธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ต้องโดนข้อหา “รับของโจร” ไปด้วยหรือไง แถมรัฐบาลทหารก็ยัง “เล่นสกปรก” ถึงขั้นส่งทหารไปคุกคามโยมพ่อโยมแม่ของแกนนำผู้จัดงานครั้งนี้อีกต่างหาก ด้วยความที่ “นายกฯ ลุงตู่” เกรงใจ “พระอาจารย์หลวงปู่หัวกรวย” นี่ล่ะมั้ง จึงยังเล่นเกมยื้อเวลา ไม่ (คิดจะ) สถาปนาสังฆราชองค์ใหม่ซะที โดยอ้างความขัดแย้งที่พระอาจารย์ของตัวเองมีส่วนร่วม นี่ยังไม่รวมถึงพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม สนช.สมุนอีกรายหนึ่งของอำนาจเหนือการเมือง ที่อยากให้ “สมเด็จช่วง” สละสิทธิ์การเป็นสังฆราชองค์ใหม่ซะ ประเทศจะได้สงบ และพลตรีนายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนาแห่งองค์กรเก็บขยะแผ่นดินที่กล้าถึงขนาด “จิกหัว” ด่าพระผู้ใหญ่ว่าเป็นได้แค่ “คนแต่งกายคล้ายพระ” เรามาถึงจุดนี้กันแล้วเหรอ จุดที่ “ความชอบใจ” เป็นใหญ่เหนือ “ความชอบธรรม” ไม่เว้นแม้แต่ในวงการสงฆ์ ถ้าอย่างนั้นหากพระที่ “ถือหาง” พวกตัวเองเกิดได้เป็นสังฆราชขึ้นมา แล้วมีคนมาประท้วงว่าอวดอุตริมนุสสธรรม นำของลับผู้หญิงด่าคนอย่างคล่องปาก เงินบริจาคช่วยชาติรั่วไหล ไปตั้งกรวยปิดถนน พาคนประท้วงทูตอเมริกา ใช้วาทกรรมที่ฟังรู้เรื่องน้อย ฉันอาหารอร่อยจนลืมกลับวัด พวกคุณจะรู้สึกอย่างไร

                และที่สะเทือนใจวงการสีกากีก็คงจะหนีไม่พ้นการทำอัตวินิบาตกรรมของพันตำรวจโทจันทร์ ชัยสวัสดิ์ จาก สน.เทียนทะเล ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ภายหลังจากการเคลื่อนไหวคัดค้านการยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 6-7/2559 ซึ่งมีผลให้เงินประจำตำแหน่งของตำรวจในสายงานนี้กว่า 14,000 นาย ทำนองเดียวกับเงินวิทยฐานะของครูอาจารย์ต้องระงับไปด้วย ทั้งที่พันตำรวจโทจันทร์เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง ถึงขนาดแต่งและร้องเพลง “แซว” วงการสีกากีขึ้นยูทูบ แถมยังจะได้เลื่อนยศเป็นพันตำรวจเอก และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษด้วย อีกทั้งสภาพศพยังมีลักษณะถูกทำร้ายร่างกายอีกต่างหาก จึงนำมาซึ่งความสงสัยของสังคมว่าที่แท้จริงเป็นการฆาตกรรมอำพรางหรือไม่ และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็ยังมีข่าวตำรวจในสายงานนี้จบชีวิตด้วยตนเองอีกมากด้วย ผลที่ตำรวจถูกรัฐบาลทหารแทรกแซง ถึงขนาด ผบ.ตร.คนปัจจุบันที่มีอายุราชการเหลืออีก 4-5 ปี ก็เลือกกันในค่ายทหารขนาดนี้ แถมกลไกของรัฐทหารนี้ก็ยังผลักดันให้มีการปฏิรูปตำรวจถึงขนาดเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญซะอีก ก็ทำให้สงสัยนะว่าทหารมันบริสุทธิ์โปร่งใสแค่ไหนกัน ทำไมไม่เห็นมีใครกล้าปฏิรูป แถมอดีตนายพลทหารเรือบางคนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกฯ อย่างพลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป ก็ยังเที่ยวเต้าข่าวทางไลน์ไปเรื่อยเรื่องซื้อขายตำแหน่งตำรวจกันซะอีก จะเอาเรื่องอะไรมาแฉก็ไม่ว่าอะไรหรอก ขอให้เป็นความจริงก็แล้วกัน อย่าเอาอคติมาโจมตีกันก็พอ ไม่ใช่ว่าพอจับได้เข้าหน่อยก็ทำมาโวยวายว่า “สู้กับทักษิณมาแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายก็ต้องมากัดกันเอง” ไม่งั้นถ้าวงการสีเขียวโดนแฉบ้างล่ะว่าโปร่งใสมากขนาดกินหัวคิวอย่างที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพิ่งมีมาแล้วจะรู้สึกยังไง ซึ่งเรื่องดังกล่าวแดงขึ้นมาก็เพราะนายถาวร เสนเนียม คนที่อยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดงแท้ ๆ หยิบขึ้นมาแฉว่า อผศ.ได้รับงานขุดลอกคูคลองโดยวิธีพิเศษ ไม่ต้องเข้าประมูลตามมติ (คสช.ทำหน้าที่) ครม.เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 แต่ทั้ง ๆ ที่สัญญาที่ อผศ.ไปเซ็นไว้มีข้อกำหนดห้ามให้ผู้อื่นมารับช่วงงานต่อจากตน ก็ยังเอางานไปให้คนอื่นทำแทนเพื่อแลกกับค่าหัวคิวจนได้ ถึงขนาดแฉเลยว่าไปจ่ายเงินกันที่ชั้น 6 ตึก อผศ. ตรงข้ามโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่พอแกนนำคนเสื้อแดงอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดรนทนไม่ได้ที่เห็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการจัดหาเงินช่วยเหลือรั้วของชาติที่เคยปกป้องอธิปไตย บางรายถึงขั้นสูญเสียชีวิตร่างกายก็มี เอาเรื่องนี้มาพูดเข้าบ้าง กลับโดนเรียกไปปรับทัศนคติในช่วงบ่ายวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แล้วอย่างนี้ยังจะมีหน้ามาพูดอีกเหรอว่าอยากทำรัฐธรรมนูญป้องกันนักการเมืองโกง ป้องกันนักการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ แต่ถ้าข้าราชการประจำโกงได้ ไม่เป็นไรแบบเรื่องไมค์ทองคำทำเนียบฯ กับเรื่องอุทยานราชภักดิ์ใช่ไหม คนไม่ใช่นักการเมืองอย่าง ดร.วิษณุ เครืองาม เขียน “จดหมายน้อย” ไปถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อขอให้พักโทษนักเลงกล้วยไม้บางคน โดยอ้างอาจารย์ใหญ่โรงเรียนที่เกี่ยวพันกับ “ในวัง” แบบที่เพื่อนตัวเองอย่าง ดร.หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุลเคยทำไปฝากตำรวจได้ใช่ไหม แล้วถ้าว่ากันจริง ๆ ก็มี “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง” ว่านายพลทหารเรือบางคนก็มีชื่อได้รับเช็คจากเจ้าของกฤษดามหานครกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ ผิดกับ “โอ๊ค พานทองแท้” ลูกชายของคนที่ตัวเองกำลังสู้อยู่ และถูกกล่าวหาว่าได้รับ “เงินปากถุง” ในคดีนี้ ทั้ง ๆ ที่ธนาคารกรุงเทพที่ “เกี่ยวพัน” กับนายใหญ่ของพลเรือเอกพะจุณณ์ก็ได้รับประโยชน์จากการ “รีไฟแนนซ์” เงินกู้นี้ ส่วนธนาคารกรุงไทยของรัฐก็ได้รับประโยชน์เพราะมีที่ดินแปลงสวยใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมาเป็นหลักประกัน หากกฤษดามหานครเกิด “ชักดาบ” ขึ้นมาก็ยังเอาที่ดินนั้นไปขายได้ แต่เรื่องนี้ก็ถูก “โยง” เข้ามาเป็นเรื่องการเมืองเพราะอำนาจเหนือการเมืองซะได้ ก็สมควรแล้วที่ “อาจารย์นกหวีด” ในนามกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์อย่างศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ และรองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ตั้งคำถามแบบนี้จนถูก คสช.ห้ามเสวนาวิพากษ์รัฐธรรมนูญ สมควรแล้วล่ะที่อดีตนายกฯ ขงเบ้งเมืองไทยอย่างพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จะออกมา “ไล่ตะเพิด” รัฐบาลทหาร คสช.ที่เสพติดอำนาจจนคนในชาติไม่มีอะไรจะเสพ (แดก) แล้วก็สมควรแล้วล่ะที่อดีตนายกฯ คนเหนือชื่อใต้ ผู้ไม่เป็นที่พึงใจของอำนาจเหนือการเมืองอย่างทักษิณ ต้องออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติในช่วงนี้ว่ารัฐบาลทหารไทยกำลังทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยในอนาคตเป็นแบบพม่าในอดีต และเกาหลีเหนือในปัจจุบัน!!!

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

29 กุมภาพันธ์ 2559

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s