สยามทัศนะ (มีนาคม 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 5 ฉบับที่ 12 มีนาคม 2559)

 

          มีนาคม 2559 เดือนที่ดาวมฤตยู (Uranus) เคลื่อนเข้าสู่ลัคนาราษีเมษ ซึ่งตำราไทยคลาดเคลื่อนไปจากการคำนวณของอเมริกากว่าสามเดือน ท่ามกลางปริศนาที่ว่าจะการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยน่ะเปลี่ยนผ่านอะไรกันแน่ เกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญที่พยากรณ์กันว่าจะต้องสูญเสีย ที่ยังไม่เป็นไปตามนั้นหรือไม่ แต่สัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องทั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ก็เกิดอุบัติเหตุต้นจามจุรี ต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นล้มทับนิสิตหลายรายจนบาดเจ็บ ในส่วนของธนาคารพาณิชย์เก่าแก่แห่งแรกของไทย ที่ในยุคแรกต้องรับพนักงานจากคนจบมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเพียงแห่งเดียว ก็มีข่าวถังดับเพลิง “ไพโรเจน” ระเบิด ส่งผลให้เกิดการดูดอากาศจนขาดออกซิเจน ส่งผลให้มีคนตายและเจ็บป่วยอีกเช่นกัน ถือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับ “แบงก์ใบโพธิ์สีม่วง” อีกครั้งในรอบหนึ่งปี หลังจากเมื่อปีกลายหลังเกิดเหตุการณ์ “เทคโนฯ ลาดกระบัง” มาแล้ว ไม่กี่วันหลังเกิดเหตุการณ์ทั้งที่จุฬาฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ รัฐบาลทหาร คสช.ก็ได้จัดส่งข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญจากร่างเดิม (อ่านตอนวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ 2559) ให้แก่ “ลุงมีชัย” ทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ให้ใหญ่ขึ้น หนึ่งเขตเลือกตั้งมี ส.ส.ได้สามคน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับเลือกได้เพียงคนเดียว ไม่ต้องให้แต่ละพรรคเสนอชื่อนายกฯ เพิ่มจำนวน ส.ว.จาก 200 เป็น 250 คน โดยให้มี ส.ว.โดยตำแหน่งของปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่อนุญาตให้ข้าราชการประจำ “ถ่างขา” ควบเก้าอี้ ส.ว.ได้ แถมยังให้บรรดา ส.ว.ลากตั้งพวกนี้ “ซักฟอก” รัฐบาลเลือกตั้งได้เหมือน ส.ส. ชนิดที่เรียกว่า ผบ.เหล่าทัพซึ่งมีสถานะเทียบเท่าอธิบดี สามารถ “ซักฟอก” รัฐมนตรีซึ่งเป็นนายของตนก็ได้ด้วย ท่ามกลางข้อสังเกตที่ว่าต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นรัฐบาลผสม เพราะผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกันทั้งสามคน ก็ต้องแข่งกันเองเพื่อให้ได้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกตนเข้าไป เพราะเลือกได้แค่คนเดียว ส่งผลให้ผู้สมัครจากพรรคหนึ่ง ๆ อาจได้เป็น ส.ส.ไม่ครบสามคน ที่เหลือก็อาจจะเป็นพรรคอื่น ๆ แทรกเข้ามา เมื่อเป็นรัฐบาลผสมแล้ว ฝ่ายทหารก็เรียกมา “เกลี้ยกล่อม” ให้เลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ ได้ง่ายหน่อย หากเป็นพรรคใหญ่ จำนวน ส.ส.มากแล้วล่ะก็ โอกาสที่เสียงข้างมากจะปฏิเสธนายกฯ คนนอกย่อมมีสูง และ ส.ว.ซึ่งมีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของฝ่ายทหารและตำรวจรวมอยู่ด้วย ก็ไม่ต่างอะไรจากการ “สืบทอดอำนาจ” ของคณะรัฐประหาร เนื่องจากองค์ประกอบแทบไม่ต่างอะไรเลยจาก คสช.ปัจจุบัน พร้อม ๆ กับกระแสการต่อต้านของสองพรรคการเมืองใหญ่ ที่นาน ๆ ทีจะสามัคคีกันได้ สงสัยที่อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เคยพูดไว้ว่า “เขาอยากอยู่ยาว” มันจะเป็นจริงซะล่ะมั้ง และความที่ “เขาอยากอยู่ยาว” นี้เองที่กลายเป็น “แรงผลักสำคัญ” ที่ทำให้ คสช. ต้องออกมาขู่ กรธ.ว่าจะ “ตื๊อแล้วตื๊ออีก” เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ “ตามใจตัวเอง” แม้ว่าเมื่อสรุปร่างสุดท้ายแล้ว คสช.จะได้ไม่ครบตามที่ประสงค์ ส.ส.ก็เขตละคน (ร่างมาตรา 85) ทั้ง ส.ว.ก็ไม่ได้ลากตั้งทั้งหมด แต่ให้ใช้ระบบ “เลือกตั้งทางอ้อม” เป็นชั้น ๆ (layer) จากอำเภอสู่จังหวัด จากจังหวัดสู่ประเทศ จำนวน 200 คน (ร่างมาตรา 107) การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในวาระแรกและวาระสาม ส.ว.ต้องเห็นด้วย เกิน 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด แต่ในวาระที่สามได้ปรับแก้เงื่อนไขจากเดิมทุกพรรคต้องมี ส.ส.อย่างน้อยพรรคละ 10% เห็นชอบ เปลี่ยนเป็น 20% ของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านต้องเห็นชอบ จึงจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาได้ (ร่างมาตรา 256 (3) และ (6))รวมถึงขยายสาระเรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นหมวด 16 ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ โดยพูดถึงเรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และอื่น ๆ ทั้งด้านทรัพยากรน้ำ ด้านที่ดิน ด้านการกำจัดขยะ ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (ร่างมาตรา 257-261) โดยยัง “ไม่นำพา” ต่อการปฏิรูปกองทัพเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว ทั้งที่กองทัพเข้ามาจัดระเบียบประชาธิปไตยของประชาชน แต่ “ลุงมีชัย” เสือกตอบนักข่าวในวันที่ร่างสุดท้ายคลอด (29 มีนาคม) ว่า “ไม่ปฏิรูปกองทัพ เพราะกองทัพไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชน แต่ตำรวจทำงานกับประชาชน ต้องปฏิรูป” ซึ่งโดยภาพรวมถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เปลี่ยนแปลงจากที่ กรธ.เสนอไว้เดิมบางส่วน แต่ยังดีที่บทเฉพาะกาลยังกำหนดให้ ส.ว.ผบ.เหล่าทัพยังอยู่รวมกับ ส.ว.อื่น ๆ ที่ คสช.ลากตั้งเป็น 250 คน ที่ “อธิบดี” สามารถเล่นงาน “รัฐมนตรี” ได้ โดยอ้างเรื่อง “กาปฏิรูปประเทศ” มาบังหน้า (ร่างมาตรา 269-270) และนายกฯ คนนอกที่ คสช.เสนอก็ยังอยู่ ด้วยเงื่อนไขว่าสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อยสองในสาม (500 จาก 750 คนของทั้ง ส.ส.และ ส.ว.) ต้องเห็นชอบ!!! (ร่างมาตรา 272) และในร่างมาตรา 279 มาตราสุดท้าย แน่นอนที่สุด ยังคง “นิรโทษกรรม” ความผิดทุกประการของ คสช.แอนด์เดอะแก๊งไว้เช่นเดิม

                แถม คสช. ก็ยัง “เพิ่งตื่น” เดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งที่ยึดอำนาจมาเกือบจะสองปีแล้ว โดยเฉพาะชื่อที่ปรากฏต่อสังคมก็มีนักการเมืองและอดีตทหารชื่อดังผู้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกับ “ใครที่ตัวเองไม่ชอบ” เพราะทัศนคติของพลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช. ที่มองนักการเมืองเป็น “ผู้มีอิทธิพลทางความคิด” ต่อประชาชน หรือจริง ๆ แค่อยาก “ปรับทัศนคติ” ให้นักการเมืองพวกนี้ “หงอ” ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงขนาดจะเปิดหลักสูตร “ล้างสมอง” กันแน่ แต่หากไปถามทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองเข้าจริง ๆ  ก็ยังนิยาม “ผู้มีอิทธิพล” แทบจะไม่เหมือนกันเลย ก่อนสิ้นเดือนไม่กี่วัน คสช.จึงได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ 13/2559 “ติดดาบ” ฝ่ายทหารให้ยิ่งกว่าฝ่ายตำรวจในการ “จัดการ” กับ “ผู้มีอิทธิพล” ได้อย่างเต็มที่ พฤติกรรมกระหายอำนาจของรัฐบาลทหารไทยในนาม คสช.นี้ ช่างสวนทางกับรัฐบาลทหารของประเทศข้าง ๆ อย่างพม่าที่ได้ “ติน จ่อ” มาเป็นว่าที่ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในรอบหลายทศวรรษ พร้อม ๆ กับที่ “ออง ซาน ซูจี” วีรสตรีเพื่อประชาธิปไตยจะได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีสี่กระทรวง เพื่อเตรียมตัวคืนอำนาจให้ประชาชนซะเหลือเกิน ไม่เพียงเท่านั้น คสช.ยังได้ “สะท้อนภาพ” การยึดอำนาจไปยังวงการการศึกษาด้วยการ “ปลุกผี” ศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมา พร้อม ๆ กับการทำลายคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสำนักงานปลัดกระทรวงโดยผ่านทางศึกษาธิการภาคและจังหวัด และลดทอนอำนาจการ “ปกครองตนเอง” ของเขตพื้นที่การศึกษา

          แต่ในขณะที่ยังไม่เปลี่ยนผ่าน เราก็ยังได้เห็นอำนาจเหนือการเมือง “เปิดหน้าชน” ทั้งกับพวกเดียวกันและไม่ใช่ โดยเฉพาะกรณีนายพลเรือเอกชื่อคล้าย ๆ ป้อมยุทธนาวีปากน้ำ “พะจุณณ์ ตามประทีป” ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็น “เด็กป๋า” ซึ่งได้ออกมา “แชร์” และ “แฉ” ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ เพื่อ “ตั้งป้อม” พาดพิง “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์อย่างเต็ม ๆ ด้วยความที่ “บิ๊กป้อม” มีน้องชายชื่อ “บิ๊กป๊อด” พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ถึงขนาดที่พลเรือเอกพะจุณณ์แอนด์เดอะแก๊งต้องพูด “ถ้าอยากรู้ว่าจริงไหมก็ไปถามบิ๊กป๊อดดูสิ” ท่ามกลางความสงสัยของสังคมว่าคนอย่างพลเรือเอกพะจุณณ์ อดีตนายทหารเรือพรรคนาวิกโยธิน ผู้เป็น รปภ.ประจำตัวป๋าเปรมมาตั้งแต่ยศเรือโท ภายหลังจากที่ป๋าถูกนักศึกษารามคำแหงชกหน้า ไม่เคยได้ร่วมสมรภูมิสำคัญ ๆ เลย แต่ได้เป็นนายพลเรือในอัตรา “แขวน” เช่นเดียวกับหลายคนในกองทัพไทยที่เหลือเวลาราชการอีกครึ่งปีก็ได้เป็นพลเอก ปล่อยให้นายพลล้นกองทัพแต่รบไม่เป็นแบบนี้ ปัญหาความมั่นคงของประเทศไม่ต้องถึงขนาด IS ถล่มสนามบินเบลเยียมเมื่อไว ๆ นี้หรอก เอาแค่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ขนาดยิงกันในโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ พวกคุณก็ปล่อยให้เกิดได้อย่างหน้าตาเฉย แถมเวลากองทัพมีเรื่องราวน่าสงสัยอย่าง “อุทยานราชภักดิ์” ก็กลายเป็นว่าไม่มีใครผิด ไม่มีการทุจริต ไม่มีกินหัวคิว แค่จ่ายเป็น “ค่าที่ปรึกษา” เฉย ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมทั้งจ่านิวและสองแกนนำ นปช.จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คุณไปเล่นงานพวกเขาทำไม? ซึ่งนี่น่ะหรือท่าทีของกองทัพไทยที่อยากเข้ามาปฏิรูปประเทศ ให้นักการเมืองมีธรรมาภิบาล แต่ตัวเองกลับไม่เคยถูกตรวจสอบ ไม่เคยคิดจะปฏิรูปตัวเอง ซึ่งทั้งเรื่อง กรธ.ไม่ยอมตาม คสช. เพราะประธาน กรธ.อย่างนายมีชัยเป็น “เด็กป๋า” และเรื่องคนชื่อคล้ายป้อมตั้งป้อมกับบิ๊กป้อมนี่แหละที่เริ่มเห็นสัญญาณ “แตกหัก” ก่อนการ “เปลี่ยนผ่าน” ได้อีกแล้วครับท่าน

                การเล่นงาน “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของช่อง 3 ที่ถูกดำเนินคดีทุจริตส่วนแบ่งรายได้ค่าโฆษณาในสัญญาที่ทำไว้กับ อสมท เมื่อครั้งทำรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ที่ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ จนถูกพิพากษาจำคุก 13 ปี 4 เดือน และตามมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์สรยุทธมากมาย โดยกล่าวหาว่าเป็นคนโกงไม่ควรมีที่ยืนในสังคม ทั้งที่คดีนี้เพิ่งตัดสินในศาลชั้นต้น ยังมีโอกาสอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ยังไม่ถึงที่สุด และหากใช้ logic แบบเดียวกันนี้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แห่งเครือASTV ผู้จัดการ ลูกแม่ไซย้ง ที่โดนคดี “ไซฟ่อนเงิน” เข้าบริษัทตัวเอง “สุทธิชัย หยุ่น” แห่งเครือเนชั่นที่โดนคดี “บล็อก” ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ไม่ให้เข้าประชุมเมื่อปีที่แล้ว “อัญชะลี ไพรีรัก” คนบ้านเดียวกับผู้เขียนที่โดนคดีการเมืองทั้งเสื้อเหลืองและนกหวีด แต่ปัจจุบันก็กลับมาจัดรายการข่าวโทรทัศน์ new)TV ที่เพิ่งลอยหน้าลอยตาไปสัมภาษณ์ “ผู้เฒ่าปีย์หัวเถิก” คนทั้งสามนี้คดีก็ไม่ถึงที่สุด ก็ไม่สมควรลอยหน้าลอยตามทำสื่อด้วยเช่นกัน แต่เพราะคนพวกนี้พยายามทำให้เป็นเรื่องการเมือง (politicize) โดยพยายามโยงสรยุทธเข้ากับ “คนแดนไกล” อีกจนได้ แถมยัง “เลเพลาดพาด” ไปถึงการงดอุดหนุนบรรดาสปอนเซอร์รายการ “เรืองเล่าเช้านี้” ซะอีก สาวกนกหวีดบางรายอย่างนายบวร ยสินทร และ “ท่านใหม่” พลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ผู้ล้มละลายทั้งความคิดและจริยธรรม ก็ถือโอกาสนี้ “โจมตี” อิชิตัน หนึ่งในสปอนเซอร์โดยอ้างเรื่องเป็นเครื่องดื่มทำลายสุขภาพ เอารางวัลมาล่อประชาชน แถมยังงุบงิบแจกอีกต่างหาก โดยไม่คิดที่จะวิจารณ์เครื่องดื่มคู่แข่งแม้แต่น้อย ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ถึงแม้จะเคยเป็น “พลพรรคนกหวีด” แต่ก็ยังมีสติพอที่จะเตือนเครือเนชั่นว่า คุณไปว่าสรยุทธเขาโกง จะแอนตี้สปอนเซอร์เขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ถ้าคิดว่าเขา (สปอนเซอร์) สนับสนุนคนโกงแล้วล่ะก็ ไม่ต้องรับมาลงช่องตัวเองนะ! ซึ่งส่งผลให้สรยุทธต้องประกาศยุติการทำรายการของตนไปในเวลาต่อมา

                การ politicize อีกเรื่องหนึ่งที่ยืดเยื้อมากว่าสองเดือน ก็คือการ “ดีเลย์” การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ภายหลังจากที่มหาเถรสมาคมได้มีมติเอกฉันท์เสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ สุดประเสริฐ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญให้ดำรงตำแหน่งนี้เมื่อ 5 มกราคมที่ผ่านมา แต่ก็มีขบวนการอลัชชีบางรายเช่น “หลวงปู่หัวกรวยแห่งวัดอ้อน้อย” ผู้ซึ่งถูกอาวุธสงครามถล่มป้อมยามวัดเมื่อไม่นานมานี้ และชาวคณะออกมาวิพากษ์วิจารณ์สมเด็จช่วง โดยกล่าวหาว่าเป็นองค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโย ผู้ต้องคดีปาราชิกเพราะบิดเบือนพระไตรปิฎก ทำให้บุญเป็นสินค้า และรับเงินทำบุญที่เป็นของโจรจากการโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และสมเด็จช่วงเองก็มีพฤติกรรมสะสมรถหรู ผิดกับพระทั่วไปที่ควรมีความสมถะ (ทั้ง ๆ ที่รถที่สะสมไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นรถโบราณ ขับออกถนนไม่ได้ เช่นเดียวกับที่วัดไผ่ล้อมของหลวงพี่น้ำฝน จนพวกสลิ่มนำชื่อพระทั้งสองรูปมา “แซว” ว่า “ฝนไม่ทิ้งช่วง” อย่างไม่เกรงกลัวบาปกรรม) ถึงขนาดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สังกัดกระทรวงยุติธรรมของพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เตรียม “ออกหมายเรียก” สมเด็จช่วงมาให้ปากคำในคดีนี้ ทั้งที่มีข้อโต้แย้งในทางกฎหมายว่า สามารถออกหมายเรียกพระภิกษุมาเป็นพยานในคดีทั้งแพ่งและอาญาได้หรือไม่ แถมยังมีหน้ามาขู่จะออกหมายจับอีกต่างหาก พร้อม ๆ กับที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ ดร.นายแพทย์มโน เมตตานันโท เลาหวานิช อดีตพระวัดพระธรรมกายรุ่นแรกแต่กลับเนรคุณครูบาอาจารย์ โหนกระแส “สรยุทธ” ด้วยการให้สมเด็จช่วง “เสียสละ” ไม่รับตำแหน่งสังฆราชองค์ใหม่ (เช่นเดียวกับข้อเสนอของพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ผู้มีน้องชายเกี่ยวพันกับคดีเพชรซาอุฯ ซึ่งผู้ต้องหาคนสำคัญเพิ่งจะไปบวช) หลังจากที่ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบกระบวนการสรรหาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็ “รับลูก” ใช้หลักภาษาไทยมาตีความกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับปี 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2535 ในมาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” หมายถึงให้นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อให้มหาเถรสมาคมพิจารณาก่อน จากนั้นนายกรัฐมนตรีจึงจะนำความกราบบังคมทูลต่อไป ทั้งที่การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน คชวัตร) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 มิได้ใช้หลักเกณฑ์นี้แต่อย่างใด กล่าวคือมหาเถรสมาคมดำเนินการประชุมโดยไม่มีคำสั่งริเริ่มจากรัฐบาลแต่อย่างใด หรือหากพิจารณาเทียบกับการแต่งตั้ง “จุฬาราชมนตรี” ผู้บริหารสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศไทย ตามกฎหมายองค์กรการบริหารศาสนาอิสลามฉบับปี 2540 ในมาตรา 6 ที่ว่า “ให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี” ซึ่งก็หมายความว่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศจะต้องมาประชุมกันเพื่อเลือกจุฬาราชมนตรีคนใหม่เอง ไม่ต้องรอให้รัฐบาลเรียกประชุมและกำหนดชื่อจุฬาราชมนตรีคนใหม่ให้แต่อย่างใด พฤติกรรมของทั้งไพบูลย์ดำเตี้ย ผู้เคยกล่าวหาเจ้าระบอบทักษิณว่าล้มล้างสถาบันสำคัญโดยใช้เงินซื้อประชาชนจนกลายเป็น “เอกสารลับ คมช.” เมื่อเกือบเก้าปีก่อน และไพบูลย์ขาวสูง ผู้เคยส่ง “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” ไปเล่นงานคนเสื้อแดงที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปี 2556 ที่ช่างสวนทางกับ “ความเจริญงอกงาม” คำแปลชื่อของคนทั้งสองนั่นเอง ที่ทำให้องค์กรสงฆ์ทั้งในและต่างประเทศต้องออกมาตำหนิ

                การเรียกนายวัฒนา เมืองสุข แห่งพรรคเพื่อไทยผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับ “บูรพาพยัคฆ์” เนื่องจากเคยเป็น ส.ส.ปราจีนบุรี และยังเป็น “เขยซีพี” อีกต่างหาก ไปปรับทัศนคติ โทษฐานด่า “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ผู้รักแม่สุดหัวใจ ว่าเป็นคน EQ ต่ำ แม่ไม่สั่งสอนหรือไง ถึงแซวอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่า “คงสวยมั้ง ทหารเลยไปถ่ายรูป” ในงานศพของพี่ชายร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง แทนที่จะคิดว่าลูกน้องตัวเอง “ทำเลยเถิด” ถึงขนาดไปถ่ายรูปคนไปแสดงความเสียใจแท้ ๆ อีกทั้งในช่วงปลายเดือนหลังจากที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.เมืองปากน้ำออกมาถามหาความรับผิดชอบจากนายกฯ ลุงตู่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจนถูกเรียกไปปรับทัศนคติ นายวัฒนาก็ออกมาแสดงความคิดเห็นปกป้องนายวรชัยที่ดัน “ปากไม่ดี” ไปวิจารณ์ผู้มีอำนาจ และสำทับด้วยว่า “ถ้าท่านเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง โปรดไปรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่หากท่านเห็นว่าไม่ใช่ เลือกตั้งไปแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ต้องสนองตัณหาผู้มีอำนาจอย่างเดียว โปรดไปคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แทน” จนถูก “คนชุดเขียว” บุกไปหาที่บ้านอีกรอบ แต่นายวัฒนาก็ยังยืนยันในอุดมการณ์เดิมว่า “คนที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ต้องถูกประชาชนตรวจสอบได้” และเมื่อกล่าวมาถึงอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์แล้ว ก็ต้องกล่าวถึงความพยายาม “ยัดเยียด” ความเป็นจำเลยสังคมที่ไม่บริหารจัดการน้ำให้ดี ๆ จนเกิดทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ทั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความพยายามจะแก้ปัญหาน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน แต่เพราะ “ขวางทางตีน” ผู้มีอำนาจเขาหรอก เช่นเดียวกับจะโดนเล่นงานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจัดเลือกตั้งปี 2557 ที่เป็นโมฆะจากท่านในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ กปปส.ในฐานะผู้ขัดขวางการเลือกตั้งอีกด้วย โดยที่ กกต.ไม่สนใจเลยว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ ไม่งั้นถาม กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากรที่ไปร่วมม็อบนกหวีด มึนตึงต่อคำร้องขอของรัฐบาล และประกาศตนต่อหน้าหอเอนปิซ่าว่า “ทำงานใหญ่ใจต้องเอียง” ดูก็ได้ แม้ว่า กปปส.จะพยายาม “แถ” ว่าตัวเองไม่ผิด เช่นเดียวกับที่คุณพยายามปกป้อง “มือปืนป๊อปคอร์น” ที่เพิ่งถูกพิพากษาจำคุกว่ามาเป็นวีรบุรุษปกป้องพวกตนให้พ้นจากการราวีของ “โกตี๋” คนเสื้อแดงหัวรุนแรง ไม่ต่างอะไรเลยจากที่นักธุรกิจเลนโซ่กรุ๊ปออกมาปกป้องลูกชายตัวเองที่ซิ่งเบนซ์ชนสองนิสิตปริญญาโทว่ากลัวเข็มเลยไม่อยากเจาะเลือดตรวจ แต่เพราะพวกคุณพยายามบอกสังคมว่าต้องการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” นั่นก็เป็นใบเสร็จอยู่ในตัวแล้วว่าคุณไม่ต้องการให้เลือกตั้งในตอนนั้น แต่ต้องการให้ปฏิรูปประเทศตามใจพวกคุณก่อน คือแค่ให้ “นายใหญ่” ของคุณได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินเมื่อถึง “ระยะเปลี่ยนผ่าน” เท่านั้นเอง

                ในส่วนของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้พี่ชายที่ถูกยัดเยียดคดี “เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดิน” และอื่น ๆ จากการรัฐประหารคราวก่อน จึงถูกถอดยศพันตำรวจโทโดยกล่าวหาว่ามีคดีความมากมาย “อันเป็นการเสื่อมเสีย” โดยการรัฐประหารคราวนี้ ก็ได้ “เดินสาย” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ “ตีกระทบ” ผู้ถืออำนาจในประเทศไทยอย่างรุนแรง จนนายกฯ ลุงตู่ ผู้ “ฟอกขาว” ตัวเองจากคดีกบฏเช่นเดียวกับนักรัฐประหารรุ่นก่อน ๆ ต้องออกมาโจมตีว่า “อย่าไปให้ราคา” กับรุ่นพี่เตรียมทหารสองรุ่นผู้นี้ เช่นเดียวกับที่รัฐมนตรีต่างประเทศ อดีตนักการทูตอย่างนายดอน ปรมัตถ์วินัย มองว่าเป็นแค่ข่าว “หมากัดคน” ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังกล่าวหาเขาได้ทุกวัน ถ้าคุณไม่อยากให้ราคากับเขา คุณก็ไม่ต้องสนใจเขาสิ นี่ขนาดปีใหม่แจกปฏิทิน สงกรานต์แจกขัน พวกคุณยังบอกว่านี่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่เลย ยิ่งเมื่อสถาบัน World Policy Institute (WPI) ที่อเมริกาเชิญอดีตนายกฯ ท่านนี้ไปปาฐกถา บรรดา “นกหวีดคนดี” ผู้เกลียดพญาอินทรีแต่อาศัยปฐพีเขาอยู่ ก็ประท้วงโดยอ้างมุกเดิม ๆ ทั้งการคอร์รัปชัน การใช้อำนาจทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจและการละเมิดสิทธิมนุษยชน จน WPI ต้องประกาศเชิญชวนให้คนพวกนี้มาฟังการปาฐกถานี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะถามเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องที่ยัง “คาใจ” เกี่ยวกับทักษิณที่กล่าวมาแล้วด้วย แต่เมื่อวันปาฐกถาจริงมาถึง แทนที่คนพวกนี้จะเข้าไปรับฟังอย่างสุภาพชน ก็กลับมาตะโกนด่าอดีตนายกฯ ท่านนี้อย่างหยาบคาย นี่น่ะหรือคนดีหรือจะเป็นเพียงคน (ที่) ดี (แต่ตรวจสอบคนอื่น) คน (ที่) ดี (แต่ใส่ร้ายคนอื่นข้างเดียวโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว ไม่เปิดใจรับฟังความเห็นต่างโดยใช้ความคิดและปัญญา) คน (ที่) ดี (แต่ใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่ใช่พวกตัวเอง) คน (ที่) ดี (แต่โกหกตอแหลสังคมไปวัน ๆ ว่าตัวเองเชียร์พญามังกร สั่นคลอนพญาอินทรีแบบประธาน กปปส. แต่ก็ยังอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ ผิดกับที่ทักษิณกล่าวบนเวทีนี้ว่าอย่าไปเข้าข้างหนึ่งข้างใด แต่ควรจะใช้ประโยชน์จากทั้งพญามังกรและพญาอินทรีให้เต็มที่)

                เกือบลืมไปเลยนะเนี่ยว่านายกฯ ลุงตู่ เพิ่งจะแนะนำคนไทยให้ไปดูซีรี่ส์เกาหลี  Descendants of the Sun ที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับทหารที่สู้รบเพื่อความมั่นคงของชาติ จนเมืองไทยน่าจะได้ทำซีรี่ส์แบบนี้บ้างจริง ๆ ผมว่านะครับ ถ้าจะดูซีรีส์เกาหลีล่ะก็ ต้องเป็นเกาหลีเหนือนะครับ แต่ถ้าอยากจะดูเกาหลีใต้ ผมแนะนำสามเรื่องครับ คือ1.I hear your voice (กระซิบรัก จิตสัมผัส) ที่ว่าด้วยการต่อสู้กับความอยุติธรรมจากการที่แม่ของนางเอก และพ่อของพระเอกถูกฆาตกรคนเดียวกันฆ่าตาย เทียบได้กับ “ความยุติธรรมที่ขึ้นกับตัวบุคคล” ที่สังคมไทยยังมีอยู่ตามภาพ

Individual Based Justice

ภาพแสดงความยุติธรรมที่ขึ้นกับตัวบุคคล

 2.It’s OK, that’s love (ถ้าจะรักกัน มันก็โอเค) ที่ว่าด้วยนางเอกจิตแพทย์ผู้มีทัศนคติไม่ดีต่อผู้ชาย เนื่องจากแม่มีกิ๊ก เช่นเดียวกับคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลุงมีชัย ที่มีทัศนคติไม่ดีต่อนักการเมืองอย่างเห็นได้ชัด เพราะอำนาจเหนือการเมืองถูกผลักให้ไม่มีที่ยืนดังนี้ “แม้ได้มีการยกเลิก แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพหรือราบรื่นเรียบร้อยเพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ บางครั้งเป็นวิกฤติทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นำพาหรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรม แต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมืองการปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมืองและกาลสมัย ให้ความสำคัญแก่รูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่อาจนำกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคลและสถานการณ์ในยามวิกฤติที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล” และ 3. Pinocchio (ยังไม่มีภาคภาษาไทย) ที่ว่าด้วยการเมืองกับธุรกิจสื่อ จะได้ทราบว่าความเป็นธุรกิจกับความเป็นวิชาชีพของสื่อมวลชนที่จะต้องเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของเจ้าของกิจการตัวเองนั้น มันเป็นอย่างไร ถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้ว ช่อง 5 ของทหาร และช่อง 11 ของรัฐบาล จะกล้าเปิดโปงการคอร์รัปชันในรัฐบาลทหารได้หรือไม่

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

31 มีนาคม 2559

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s