สยามทัศนะ (เมษายน-พฤษภาคม 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 6 ฉบับที่ 1-2 เมษายน-พฤษภาคม 2559)

 

             ภายหลังจากที่รัฐบาลทหาร คสช.ประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังเป็น “กฎเหล็ก” ควบคุมผู้มีความเห็นต่าง และให้อำนาจหน่วยงานของรัฐในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ลุงมีชัย” ที่สามารถเลยเถิดไปถึงขนาดบอกให้ประชาชน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญก็มี แถม “ลุงมีชัย” ยังใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งที่เป็นข้าราชการประจำและอาสาสมัคร เช่น  อสม.ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ไป “เคาะประตู” ลงพื้นที่ทุกบ้าน โดยจัดการอบรมวิทยากรเป็นระดับ จากส่วนกลางถึงจังหวัด จากจังหวัดถึงอำเภอ จากอำเภอถึงตำบล โดยวิทยากรระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลนี้ จะมีชื่อเรียกว่า ครู ก ครู ข และครู ค ตามลำดับ แม้ว่า กกต.ทั้งโดยความคิดเห็นส่วนตัวและในทางข้อกฎหมายอนุบัญญัติก็ได้ออก do and don’t หรือสิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ห้ามทำทำสำหรับการออกเสียงประชามติครั้งนี้ แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าอะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐานตัดสินคำว่า “หยาบคาย” “ก้าวร้าว” “รุนแรง” “ปลุกระดม” “ข่มขู่”” หรือแค่ดูง่าย ๆ ว่า “ใครพูด” ก็ตัดสินได้แล้วว่าถูกหรือผิด ท่ามกลางท่าทีของสองพรรคการเมืองใหญ่อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ที่พรรคหนึ่งยังแทงกั๊ก อีกพรรคหนึ่งประกาศ “คว่ำ” ในขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางอย่างภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา (ที่สูญเสีย “มังกรสุพรรณ” บรรหาร ศิลปอาชา ผู้ริเริ่มจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับประชาชนในเวลาต่อมา) เห็นชอบด้วย ส่วนองค์กรการเมืองภาคประชาชนอย่าง นปช.ก็ตั้งโต๊ะแถลงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ (และนำไปสู่แคมเปญรณรงค์ “ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” กล่าวคือต้องไม่ล้มการทำประชามติ ไม่มีการโกงผลคะแนน และให้ประชาชนออกมาเยอะ ๆ สั่งสอนรัฐบาลทหารแบบการเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่พม่านั่นเอง) พร้อม ๆ กับที่ กปปส.โดย “ลุงกำนัน” แถลงจุดยืนในทางตรงกันข้าม พร้อม ๆ กับการ “เล่นงาน”คนเห็นต่างภายใต้แนวคิด “อบรมผู้สร้างชาติอย่างสร้างสรรค์” หรือเอาง่าย ๆ ก็คือการเรียกไปปรับทัศนคตินั่นแหละ โดยเฉพาะรายของ “เสี่ยไก่” หรือนายวัฒนา เมืองสุข ที่โดนทั้งต้นเดือนและกลางเดือนในช่วงสงกรานต์ เพียงเพราะต้องการบอกประชาชนเพียงแค่ว่า “ถ้าท่านคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ก็โปรดลงมติรับ แต่ถ้าหากคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความเจริญของประเทศ ก็โปรดไปลงมติไม่รับแทน” ถึงขนาดโดนจับเข้าค่ายทหารสามวัน ต้องอดข้าวกินมะพร้าวแทนเพราะไม่อยาก “ติดเชื้อในกระแสเลือด” แบบที่หมอหยองเคยโดนจนเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว และในช่วงสงกรานต์เช่นเดียวกัน ก็มีข่าวจับ “ขันแดง” ที่กลายเป็น “ขันปนาวุธ” ที่สำคัญจากอดีต ส.ส.น่านพรรคเพื่อไทยทั้งสามคนก็เพราะ “ทักษิณ ชินวัตร” ศัตรูอันดับหนึ่งของรัฐบาลนี้และผู้อยู่เบื้องหลังเป็นผู้แจก ในส่วนของนักศึกษาที่นำโดย”จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ทึ่ออกมาประท้วงกรณีที่นายวัฒนาถูกควบคุุมตัวและแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกกฎหมาย (ของ คสช.) เล่นงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงขนาดที่นักศึกษาหญิงที่โดนคดีนี้ยังถูก “ตรวจภายใน” เหมือนต้องคดียาเสพติดก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำแม่ของ “จ่านิว” ก็ถูก “เหมาเข่ง” พลอยติดร่างแหในคดีหมิ่นเบื้องสูงเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมซะอีก เพียงแค่ตอบผู้ที่สนทนาหมิ่นเบื้องสูงทาง Facebook ที่ขอโทษที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวแค่คำว่า “จ้า” คำเดียว (อ่านกลอนวิจารณ์กรณีนี้ได้ที่ท้ายตอน) เพราะตรรกะของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มองว่า “ไม่ปฏิเสธก็คือการยอมรับการหมิ่นเบื้องสูงเช่นกัน” แถมช่วงปลายเดือนเมษายนก็ยังปรากฏมีการเล่นงานพลเมืองเน็ตแปดราย ซึ่งสองในแปดนั้นเป็นผู้ดูแล Facebook ของ นปช. ถึงขนาดปีนรั้ว พังบ้าน ใส่รองเท้าเข้าไปจับบางราย โดยอ้างว่าเป็นผู้รับจ้างจาก “โอ๊ค พานทองแท้” ลูกชายเจ้าระบอบทักษิณ ในการจัดทำ Facebook “เรารักพลเอกประยุทธ์” ที่มีเนื้อหาสาระเสียดสีนายกฯ ลุงตู่ ที่สามารถ “โยงไปได้” ว่าทำให้ผู้อ่านรู้สึก “เสื่อมศรัทธา” ในตัวผู้นำ ถึงขนาดจะมาล้มรัฐบาลนี้ได้เลยทีเดียวและก็ค่อย ๆ พัฒนาข้อหาจากการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ กระทบกระเทือนความมั่นคงตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังขึ้นศาลทหารไม่ได้ ให้เป็นการปลุกระดมล้มล้างรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ (ทั้งที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ เช่นเดียวกับการที่พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาขู่ผู้จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นกฎหมายประชามติยังไม่มีผลบังคับ ผิดกับน้องชายของพลเอกสมเจตน์ที่ทำผิดกฎหมายที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ติดคุกเพราะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา112 ที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเพื่อหวัง “ขัง” คนพวกนี้โดยอำนาจศาลได้นาน ๆ หน่อย แต่ศาลทหาร ไม่ว่าจะมีจิตปรานีเองหรือเพราะทานกระแสโลกไม่ไหว ก็ยังเมตตาให้ประกันตัวต่อทั้งแม่จ่านิวและพลเมืองเน็ตเหล่านี้  ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเวลานี้ร้อนแรงด้วยความแล้งน้ำใจของอำนาจเหนือการเมือง ผู้เป็นเจ้าของรัฐบาลนี้พอ ๆ กับอากาศในเวลาเดียวกัน ที่ร้อนและแล้งซะจนขนาดสงกรานต์ที่ผ่านมาแทบไม่มีน้ำให้เล่นจนนำไปสู่ภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” เพราะผลิตผลทางการเกษตรออกมาน้อยกันเลยทีเดียว สวนทางกับ “ซูเปอร์โพล”ที่เพิ่งออกมาบอกว่าคนไทยมีเงินในกระเป๋าเฉลี่ยคนละห้าพันกว่าบาท ด้วยความที่ผู้บริหารซูเปอร์โพลยังมีพฤติกรรมไม่น่าเชื่อถือเพราะถูกกล่าวหาเรื่องเงินในการทำโพลของมหาวิทยาลัยเอกชนย่านหัวหมากจนทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีปัญหา “ผู้บริหารทะเลาะกัน”  ถึงขนาดสภามหาวิทยาลัยแตกออกเป็นสองฝ่าย แทบจะประชุมอนุมัติปริญญาไม่ได้ บัณฑิตจบใหม่จึงเกือบไม่ได้รับปริญญา และกระทรวงศึกษาฯ ต้องเข้ามาดูแลนั่นแหละ

                ด้วยเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารไทยนับตั้งแต่ยึดอำนาจเมื่อสองปีก่อนได้เพิ่มทวีขึ้นอย่างรุนแรงภายหลังมีกฎหมายประชามติ ถึงขนาด “เล่นลูกก็ไม่ได้ก็เล่นแม่ แต่ถ้าเล่นพ่อไม่ได้ก็ล่อลูก”  นี่แหละ ที่ทำให้สังคมโลกต้องตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลที่รัฐบาลนี้ได้กระทำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการ “รุมซัก” ตัวแทนประเทศไทยในเวที Universal Periodic Review (UPR) ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights: OHCHR) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม  ด้วยประเด็นซักถามต่าง ๆ นานา ทั้งการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมือง (และที่สำคัญกว่านั้นคือประเทศที่มีระบอบกษัตริย์หลายประเทศ อาทิ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สเปน ญี่ปุ่นซะด้วยที่ถามเรื่องนี้) และนำไปดำเนินคดีในศาลทหารซึ่งมีกระบวนพิจารณาและโครงสร้างต่างจากศาลพลเรือน การเรียกผู้เห็นต่างไป “ปรับทัศนคติ” การให้อำนาจทหารเสมือนตำรวจในการปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่ามีอิทธิพล ทั้งการจับกุม คุมขัง สอบสวน นอกเหนือจากการดำเนินมาตรการทางการค้าที่ทำมาก่อนหน้านี้ อาทิ การขึ้นธงแดง เพื่อประกาศว่ามาตรฐานการบินของไทยมีปัญหา เช่นเดียวกับการจัดลำดับการประมงไทยว่ามีปัญหาผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมหรือ IUU พฤติกรรมที่รัฐบาลนี้พยายาม “โกหกตอแหล”  ชาวโลกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย 99.99% แต่กลับปิดกั้นเสรีภาพของคนเห็นต่าง พอแก้ปัญหาประเทศไม่ได้เข้าหน่อยก็ “โยนขี้” ให้รัฐบาลก่อน  นี่กระมังจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและนักวิชาการแนวร่วมอยากให้องค์กรระหว่างประเทศได้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์การทำประชามติ 7 สิงหาคม เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานตรวจสอบความบริสุทธิ์โปร่งใสที่รัฐบาลนี้คุยหนักคุยหนาว่ามีเยอะกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง แทนที่รัฐบาลทหารจะดีใจที่มีคนมาร่วมพิสูจน์ความโปร่งใสของตน และพิสูจน์มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคบรรดาที่ชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครอง ฯลฯ และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ”  แต่กลับกล่าวหาคนหวังดีกับประเทศเหล่านี้ว่า “ชักศึกเข้าบ้าน” และยังแสดงอาการ “ใจแคบ” ไม่ยอมรับความหวังดีของคนอื่น แม้ว่านานาชาติมหาอำนาจเหล่านี้ออกมาวิจารณ์ประเทศไทยบนพื้นฐานแห่งการแสวงหา “ผลประโยชน์” จากประเทศไทยเข้าสู่ตัวเองก็ตาม แต่คนไทยก็ควรจะมีส่วนร่วมในผลประโยชน์นี้ด้วย ไม่ใช่มา “ทุบหม้อข้าวตัวเอง” ซึ่งไม่ต่างอะไรจากที่พริตตี้ตัวแม่ “หญิงแย้ นนทพร” ต้องหย่าจากสามีศัลยแพทย์เพราะ “รับไม่ได้” ที่สามีอยากให้ปรับปรุงตัวเองในการเลิกพฤติกรรมแต่งตัวโป๊และเที่ยวกลางคืนที่เสียทั้งเงิน เวลา และสุขภาพ ด้วยการ “สวนกลับ” ทูตอเมริกาทั้งจากโดยนายกรัฐมนตรีที่ “ปากเสีย” พูดไปได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่รังเกียจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” อดีตนักการทูตแท้ ๆ ที่พยายาม “แถ” ทูตอเมริกาที่มาแสดงจุดยืนเรื่องความห่วงใย และบรรดา “สมุนนกหวีดคนดี” ทั้ง “ดร.ไข่ผง อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตที่เพิ่งมีเด็กโกงสอบเข้าหมอด้วยวิธีทันสมัย “เจ๊ติ่ง มัลลิกา” ผู้เคยเอาเรื่องเซ็กซ์เล่นงานอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์แต่ตัวเองก็เจอพิษ “คลิปโป๊คนหน้าเหมือน” “เจ๊ปู จิตกร” นักจัดรายการตัวเป็นชายใจเป็นหญิงที่ชอบแขวะอดีตนายกฯ ชื่อเล่นเดียวกัน “หลวงปู่หัวกรวย” ผู้เล่นงานพระรูปอื่นเรื่องรับของโจร จนนำไปสู่การ “ตั้งธง” เล่นงานเพื่อหวัง “แขวะ” องค์อุปัธยาจารย์ว่าไม่เหมาะสมจะเป็นสังฆราชองค์ใหม่ ถึงขนาดอาพาธอยู่ก็ยังอยากจะให้เอา “กองกำลัง” ไปจับกุมซะให้ได้ แต่ตัวเองก็รับเงินถวายจากคนโกงบริษัท และ “กลุ่มสตรีศรีสยาม” ซึ่งมีสตรีศรีนกหวีดอย่าง “แอร์ฯ น้ำผึ้ง” ที่เคยคิดจะเอากาแฟสาดใส่ลูกสาวเจ้าระบอบทักษิณเป็นแกนนำ ที่ออกมา “รุม” ทูตอเมริกาถึงขนาดไล่กลับประเทศ เพราะมายุ่งวุ่นวายกับกฎหมาย “ปกป้องพ่อ” โดยไม่แคร์กฎหมายอาญาอีก 22 มาตราต่อมาเรื่องการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยซะงั้น ถ้าคิดแบบนี้ตอนสกอตแลนด์ทำประชามติแยกตัวออกจากอังกฤษ กกต.ไทยก็ไปดูงาน ผลออกมาคือสกอตแลนด์ก็ยังคงรวมอยู่ใน “สหราชอาณาจักร” ต่อไป แล้วถ้าเกิดผลออกมาในทางตรงกันข้าม คือสกอตแลนด์กลายเป็นประเทศใหม่ขึ้นมาล่ะ กกต.ไทยจะถูกมองว่ายุยงให้แบ่งแยกดินแดนไหม และประเทศไทยก็ควรไป “ลาออก” จากสมาชิกองค์การระหว่างประเทศให้หมด หรือไม่ก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 4 ซะจะดีกว่า แถมบรรดาคนหน้าเดิม ๆ ที่ออกมา “แอนตี้” นานาชาติแต่ก็กลับ “ดัดจริต” หาเงินให้ประเทศเหล่านี้ใช้ ทั้งเล่น Facebook ผ่านมือถือไอโฟนในระบบดีแทค กินแมคโดนัลด์ ดื่มกาแฟสตาร์บัคส์ ขับรถเบนซ์ BMW เติมน้ำมันเชลล์ เอสโซ่ คาลเท็กซ์ จริงอยู่ว่าธุรกิจที่เอ่ยชื่อมาเหล่านี้ (และอีกมากมาย) เป็นของเอกชน แต่เมื่อบริษัทเอกชนเหล่านี้มีกำไร ก็จะต้องส่งภาษีคืนให้กับรัฐบาลกลางของตนเองไม่ว่าจะเป็นที่วอชิงตัน ลอนดอน ออสโล ฯลฯ อยู่ดี และเดี๋ยวนี้รัฐบาลเหล่านี้ก็กำลังออกกฎหมาย “รีด” ภาษีจากบริษัทสัญชาติตัวเองที่ไปดำเนินกิจการในต่างประเทศ ดังเช่น FATCA ของอเมริกาอีกด้วย เท่ากับว่าเมื่อคุณบริโภคสินค้าและบริการของบริษัทสัญชาติใด ๆ ก็ตาม เท่ากับคุณมีส่วน “หาเงิน” ให้รัฐบาลประเทศนั้น ๆ ใช้นั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ดร.ทักษิณ ผู้ตกเป็น “จำเลย” ของรัฐบาลว่าจ้างล็อบบียิสต์เพื่อโจมตีการทำงานของ คสช.ในเวทีโลกด้วยเช่นกัน เพื่อหวังกลับคืนสู่อำนาจ ก็ยังออกมา “สวนกลับ” นายกรัฐมนตรีปัจจุบันซึ่งเป็นรุ่นน้องเตรียมทหารสองรุ่นว่า “อดทนมานานแล้ว คุณกลับไปดูคำพูดตัวเองดีกว่าว่ามันทำลายชาติบ้านเมืองแค่ไหน” 

                เพียงวันเดียวหลังจากที่ประเทศไทยกำลัง “แก้ตัว” เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั่นเอง ก็มีข่าวการบุกตรวจค้นผู้มีอิทธิพลในเขตจังหวัดสมุทรปราการ โดยมุ่งเน้นไปที่บ้านพักของนายประชา ประสพดี และนายวรชัย เหมะ แห่งพรรคเพื่อไทย นายชาญ ไชยะ หรือ “หนุ่ม โคราช” แห่งกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน และบ้านของแนวร่วมเสื้อแดงที่ต้องสงสัยว่าเป็นมือสังหาร “สุทิน ธราทิน” แนวร่วมนกหวีดที่มาขัดขวางการเลือกตั้งปี 2557 ที่วัดศรีเอี่ยม โดยละเว้นที่จะไม่ตรวจค้นบ้านพักของนายวัฒนา อัศวเหม นักโทษหนีคดีคลองด่านที่ทำให้เกิดข้อพิพาทว่ารัฐบาลต้องจ่าย “ค่าโง่” ในการทำโครงการนี้บนที่ดินที่นายวัฒนาไป “บังคับซื้อ” มาจากชาวบ้านทั้ง ๆ ที่ซื้อขายไม่ได้หรือไม่ เช่นเดียวกับก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ ที่มีข่าวการตรวจค้นผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม โดยมุ่งเป้าไปที่บ้านนักการเมืองตระกูลสะสมทรัพย์ที่สังกัดพรรคเพื่อไทย โดยไม่ “กล้า” พอที่จะไปค้น “วัดอ้อน้อย” ของหลวงปู่หัวกรวยที่เคย “ซ่องสุม” กำลังพลไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาแล้ว ในฐานะที่พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าทีมตรวจค้นทั้งสองจังหวัด และมีญาติเป็นเจ้าของเพลง “คิดไปเป็นชาวเกาะ” และ “ไปทะเลกันดีกว่า” ก็ต้องบอกว่าคนอย่างพลตำรวจเอกศรีวราห์น่ะ “คิดแต่จะเกาะอำนาจเหนือการเมือง” เพราะฉะนั้นก็ “ออกทะเลไปซะจะดีกว่า”

            และในขณะรัฐบาลทหารและแนวร่วมพยายามบอกสังคมมาตลอดว่ารัฐบาลเลือกตั้งโดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับทักษิณมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน โกงภาษี เล่นพรรคเล่นพวก ใช้เงินซื้อประชาชน จึงต้องสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะสกัดขัดขวางคนพวกนี้ให้อยู่หมัด แต่ก็ยังมีข่าวการบรรจุหลานชายของนายกฯ ลุงตู่ ซึ่งเป็นลูกของพลเอกปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ารับราชการเป็นนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 โดยอ้างว่าใคร ๆ เขาก็ทำกัน และต้องการให้ลูกชายที่จบนิเทศศาสตร์ได้มีงานทำมั่นคง ทั้งที่ลูกชายของพลเอกปรีชาทำงานอยู่ ปตท.สผ. บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมชั้นนำของประเทศ เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการทหารเป็นไหน ๆ  หรือพลเอกปรีชาคงเห็นราคาน้ำมันตลาดโลกลงเอา ๆ เลยกลัว ปตท.สผ.จะปลดลูกตัวเองออกแบบที่เชฟรอนประเทศไทยทำมาแล้ว แถมลูกหลานชาวบ้านถูกเกณฑ์เข้ารับราชการสองปีก็กลับมีข่าวว่าถูกซ้อมจนตาย โดยหาข้ออ้างเรื่องยาเสพติดมาบังหน้า อย่างนี้จะพูดได้ไหมว่า “ลูกชาวบ้านเป็นไอ้เณรเห็นตายตก หลานนายกฯ เป็นทหารผลาญภาษี” รวมถึงการที่นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ได้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยเข้าตรวจสอบการทุจริตการขุดลอก “บึงหนองพล” ซึ่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เป็นผู้รับเหมาเช่นเดียวกับที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ แต่ก็กลับถูกรัฐบาลทหารออกมาบอกว่าพรรคเพื่อไทยไปหลอกชาวบ้านถือป้ายประท้วง “no corruption ไม่รับคอร์รัปชัน” ส่อนัยไปถึงเรื่องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะออกมาสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมให้สมกับความเป็น “คนดี” ที่พูดมาตลอด และข่าวการ “แฉ” เอกสารการจัดตั้งบริษัท “เปลือก” เพื่อหวังหลบเลี่ยงภาษีของนักธุรกิจนักการเมือง นักกีฬา และดารานักแสดงหลายรายที่เรียกว่า “Panama Papers” ซึ่งในประเทศไทยก็ปรากฏชื่อ “คุณหญิงอ้อ” ภรรยาแห่งเจ้าระบอบทักษิณ (ตอนตั้งบริษัทยังไม่ได้เป็นคุณหญิง) และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ผู้เป็นพี่ชาย ศิลปินแห่งชาติ “แอ๊ด คาราบาว” หรือนายยืนยง โอภากุล เจ้าของผลิตภัณฑ์คาราบาวแดง “แหม่ม คัทลียา” เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงที่อ้างเรื่อง “กินยาสตรีเบนโล” กลบเกลื่อนข่าวท้องก่อนแต่งเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน “เสี่ยปั้น”  บัณฑูร ล่ำซำ แห่งธนาคารตรารวงข้าว พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน คนใกล้ชิดผู้ใหญ่บ้านสี่เสา เครือญาติกลุ่มคิงพาวเวอร์ เจ้าของทีมฟุตบอล “จิ้งจอกสยาม” ซึ่งเพิ่งซื้อมา และเพิ่งได้แชมป์พรีเมียร์ลีกนับแต่ก่อตั้งมา 132 ปีเช่นกัน ห้างเซ็นทรัล และเครือสหพัฒน์ ด้วยความที่มี “คนดี” รวมอยู่ด้วยล่ะมั้ง ผู้เกี่ยวข้องจึงพยายาม “แถ”  ไปว่า  “ไม่ใช่ฟอกเงินเสมอไปหรอก” ลองมีแต่ชื่อเมียทักษิณคนเดียวสิ คำตอบจะออกมาแบบนี้ไหม และการตั้ง  “บริษัทประชารัฐรักสามัคคี” เพื่อทำธุรกิจจำหน่ายสินค้า OTOP ซึ่งริเริ่มในรัฐบาลทักษิณแท้ ๆ แต่ต้อง “เกทับบลั๊ฟแหลก” ว่าประชานิยมเหมือนปุ๋ยเคมี ใช้แล้วพืชโตเร็วก็จริงแต่ทิ้งความเสียหายให้กับดินในระยะยาว แต่ประชารัฐเหมือนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เห็นผลช้า (จะสัก 20 ปีหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน โดยให้ลูกชายเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และลูกชายเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มาร่วมทุนด้วย ก็สมควรแล้วล่ะที่ “แป๊ะหัวหมู” สนธิ ลิ้มทองกุล จะออกมาโจมตีรัฐบาลทหารของ “แป๊ะ” ว่าสุดท้ายก็ต้องพึ่งนายทุน

                ค่ำวันที่ 18 พฤษภาคมตามเวลาประเทศไทย ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยที่มีโค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกรเป็นผู้ฝึกซ้อม นำโดย “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ และ “ดาวตบสาว” อีกหลายคน ต้องพ่ายในการคัดเลือกเข้าสู่โอลิมปิกให้กับทีมเจ้าภาพญี่ปุ่น ท่ามกลางข้อครหาที่ว่าเกิดปัญหาในระบบการส่งคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้เล่นให้กรรมการตัดสินผ่านแท็บเล็ต จึงทำให้ผลคะแนนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญที่ไม่อาจแก้ไขได้ เพื่อหวังให้เจ้าภาพที่เกือบจะตกรอบอยู่แล้วได้เข้ารอบโดยง่าย ส่งผลให้ชาวไทยหลายคนต้องออกมา “วิพากษ์” เมืองปลาดิบผ่านโลกออนไลน์ ก่อนหน้านั้นไม่นาน ในประเทศไทยนี่แหละ ก็เพิ่งมีข่าวชายพิการผู้ทำขนมปังขายเลี้ยงครอบครัวต้องถูก “รุมยำ” โดยโจ๋กลุ่มหนึ่งที่มี “ลูกตำรวจ” เป็นหัวโจกจนชีวิตดับดิ้นสิ้นไป โลกออนไลน์บางส่วนเช่นกันก็พยายามหาข้อกฎหมายมา “ปกป้องคนฆ่า สมน้ำหน้าคนตาย” ซะงั้น ทั้งปรากฏการณ์นี้และเรื่องการประท้วงนานาชาติที่วิพากษ์วิจารณ์ไทยที่กล่าวไปเมื่อสองย่อหน้าก่อน อาจจะแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม “ดัดจริต” และ “ตรรกะวิบัติ” ของคนบางพวกดังที่เคยเป็นมาตลอดได้พอ ๆ กับกรณีการเตรียมถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 โดย ป.ป.ช. ที่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยเจ้าระบอบทักษิณถูกกล่าวหาว่าสั่งฆ่าคนตายเพียงแค่สองราย ทั้งที่มีหลักฐานทางนิติเวชชัดเจนว่าคนทั้งสองพกระเบิดไปตายเอง ไม่งั้นคงไม่มีฉายา “จ๊าบซีโฟร์ โบว์ปิงปอง” หรอก แต่เพราะด้วยความที่ผู้ตายรายหลังได้รับความสำคัญ “เป็นพิเศษ” ถึงขนาดได้รับความเมตตาจาก “บุคคลระดับสูง” ในโอกาสสุดท้ายของชีวิต ความที่นายกฯ และ ผบช.น.ในขณะนั้นดองญาติและเป็นเพื่อนกับคนที่ตัวเองไม่ชอบตามลำดับ และด้วยความที่ ผบ.ตร.เวลานั้นเป็นน้องชายของรองนายกฯ ผู้กำกับดูแลตำรวจเวลานี้ ที่ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบันก็เคย “ไปนั่งหน้าห้อง” ในตำแหน่งรองเลขาฯ นายกฯ หรือเลขาฯ ของรองนายกฯ นั่นเอง จึงทำให้ชาวคณะเสื้่อเหลือง “อดรนทนไม่ได้” กับกรณีดังกล่าว แถมแนวร่วมเสื้อเหลืองบางคนอย่าง สปท.เสรี สุวรรณภานนท์ ก็ออกมาเสนอพระราชกำหนดรอการกำหนดโทษ เพื่อหวัง “ช่วยเหลือพวกเดียวกัน” โดยมีเงื่อนไขต้องรับสารภาพในชั้นศาลเสียก่อน และห้ามผู้ได้รับการรอลงอาญานี้เล่นการเมืองอีกเลยตลอดชีวิต ทั้งนี้การรอลงอาญาตามกฎหมายนี้จะยกเว้นผู้ต้องคดีทุจริตวางเพลิงเผาทรัพย์และหมิ่นเบื้องสูง นี่ขนาดจะรอลงอาญายัง “ตั้งแง่” ไม่ให้กลุ่มการเมืองอื่นได้รับประโยชน์ แถมต้องบังคับรับสารภาพทั้งที่ไม่ได้ทำผิดจริงอีกต่างหาก และในโอกาสที่เดือนพฤษภาคม 2559 นี้เป็นโอกาสครบรอบปีของสามเหตุการณ์ที่สำคัญทางการเมือง ทั้ง 24 ปี พฤษภาทมิฬ 6 ปี สลายการชุมนุมเสื้อแดง และ 2 ปี คสช.ยึดอำนาจการปกครองประเทศ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งญาติวีรชนที่ถูกปราบปรามในสองเหตุการณ์แรก และประชาชนที่ถูกปล้นอำนาจไปในเหตุการณ์ที่สาม ก็ได้ออกมาจัดกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียที่ได้รับ ก็ไม่แปลกใจเลยที่ “บรรดาคนดี” บางพวกจะไม่คิดอยากช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ที่ทหารฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง ย้อนไปอ่านดูก็ได้ว่าผมผู้เขียนเรียกทหารว่าอย่างไร คิดอย่างเดียวว่าจะช่วย “พวกตัวเอง” ยังไงดี จน นปช.ต้องออกมา “กระทุ้ง” ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีดังกล่าวด้วยมาตรฐานเดียวกับที่ ป.ป.ช.ชุดที่แล้วเคยฟ้องคดี 7 ตุลามาแล้ว และก็ไม่แปลกใจเลยที่ “บรรดาคนดี” อีกนั่นแหละจะ “ยกโขยง” นั่งรถตู้มาจากต่างจังหวัด เพื่อจัดฉากว่าเป็นคนในพื้นที่ มาต่อต้านกลุ่มนักศึกษาที่จัดกิจกรรมครบรอบสองปีของ คสช.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “คนดี๊ดี” บางคนก็หน้าคุ้น ๆ ถึงขนาดไปยืนดูคนชูนิ้วกลางและตะคอกใส่ “จ่านิวและเพื่อน” ที่ไปตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์อย่างหน้าตาเฉยก็เคยมาแล้ว ก็ใช่น่ะสิ! เพราะคนคนนั้นเขาทำงานในหน่วยงานเจ้าของโครงการอุทยานราชภักดิ์นั่นแหละ จึงดีแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่ไม่ยินดีที่จะให้คนอื่นมาตรวจสอบตัวเอง ว่าสองปีที่ผ่านมาคนไทยทั้งเหลืองทั้งแดงต่างถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาคเฉพาะในทางเศรษฐกิจ หรือพูดง่าย ๆ ว่า “จนเสมอภาคกัน” เท่านั้น ขนาดมีแนวคิดจะตัดเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่กลับมีเงินจะไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เลย ส่วนในทางการเมืองก็ยังคงสองมาตรฐานอยู่ดี ไม่งั้นคนอย่าง “ถาวร เสนเนียม” แห่ง กปปส.ที่ต่อต้านระบอบทักษิณแท้ ๆ คงไม่ออกมาพูดหรอกว่า คสช.ทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามทักษิณซะเอง และแม้ว่าคนอย่างนายถาวรและใคร ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์จะออกมา “กระแหนะกระแหน” รัฐบาลทหาร คสช.เท่าใดก็ตาม แต่ก็หาถูกเรียกไปปรับทัศนคติแบบที่คนพรรคเพื่อไทย นปช. และบรรดาแนวร่วมโดนไม่

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

31 พฤษภาคม 2559

20160509-k 20160510-k

(ภาพจากการ์ตูนขาประจำโดยขวด หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2559)

 

แค่ตอบกลับว่า “จ้า” พาติดคุก

เหมือนไฟลุกตามทางสว่างจ้า

จุดติดขึ้นเมือใดใกล้เวลา

“พอแล้วจ้า” อำนาจขาดไตร่ตรอง

 

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร

9 พฤษภาคม 2559

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s