สยามทัศนะ (กรกฎาคม-กันยายน 2559)

สยามทัศนะ

(ปีที่ 6 ฉบับที่ 4-6 กรกฎาคม-กันยายน 2559)

ส่วนที่ 1 ก่อนประชามติ

          เดือนที่สอง ของปีที่สอง ภายใต้วาทกรรม “คืนความสุขให้คนในชาติ” ของรัฐบาลทหาร คสช.นำโดย “นายกฯ ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้เต็มไปด้วยความสับสน ขัดแย้งในตัวเองหลายครั้งที่ผ่านมา วันนั้น “ปฏิวัติแล้วได้อะไรขึ้นมา จะสู้หน้าโลกเขาได้ไหม” วันนี้ “ถ้าคุยกันไม่ได้ผมก็ขอยึดอำนาจ” วันนั้น “การบริหารประเทศไม่เห็นจะยาก” วันนี้ “เครียดแทบตายแต่ลาออกไม่ได้” วันนั้น “ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย 99.99%” วันนี้ “ถ้าจะถามหาประชาธิปไตย ให้ไปถามกับรัฐบาลหน้า” วันนั้น “ใครรับกติกาแบบนี้ไม่ได้ให้ไปอยู่ที่อื่น” วันนี้ “ใครหนีคดีอยู่ก็กลับมาสู้สิครับ” วันนั้น “ถ้า นปช.จะเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติก็เปิดไปสิ อย่าลืมจับพวกตัวเองด้วยก็แล้วกัน” วันนี้ “เปิดไม่ได้ ผิดกฎหมาย” วันนั้น “จะให้ผมลาออกแบบนายกฯ อังกฤษเหรอ ผมไม่ออก เขาไม่ได้มีปัญหาแบบเรา” วันนี้ “จะให้คนข่มขืนมีโทษประหารชีวิต ก็ต้องดูกฎหมายสากลด้วย” ซึ่งจะขอขยายสองกรณีหลังนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงเวลาปัจจุบันที่สุด
          จากกรณีที่เดือนมิถุนายน นปช.ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ได้มีแนวคิดที่จะเปิด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ภายใต้แนวคิด “ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” เพื่อหวังให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้มีความชอบธรรมที่สุด แต่ก็ต้องถูกสกัดขัดขวางจากทั้งคำพูดที่ “กลับไปกลับมา” ของท่านผู้นำและลิ่วล้อ และการใช้อำนาจรัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง แทนที่จะดีใจว่ามีคนมาต่อต้านการโกง หรือเพราะเป็น “คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด” หรือไง ขนาดนิสิตนักศึกษาออกมารณรงค์แสดงจุดยืนของตัวเองในการไม่รับ “กติกาสามานย์” ฉบับนี้ก็ยังถูก “จับยัดกรง” แถมตีตรวนเหมือนต้องโทษอาญาแผ่นดินร้ายแรงก็ไม่ปาน ทั้งที่คดีก็ยังไม่ถึงที่สุดอีกต่างหาก ซ้ำร้ายยังโดนคนอย่างนายกฯ ลุงตู่ใส่ร้ายว่า “ปลอมร่างรัฐธรรมนูญ” ทั้งที่แค่แจกเอกสารวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นเองอีกด้วย นักการเมืองสกุลบูรณุปกรณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ “พื้นที่สีแดง” ก็ยังถูกกล่าวหาว่าส่งจดหมายบิดเบือนสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่กลไกภาครัฐก็ยัง “ไม่มีน้ำยา” พอที่จะแจกจ่ายเอกสารร่างฉบับจริงให้ประชาชนได้เลย ทีแจกจดหมายฉบับเดียวกันที่ใส่ซองตราครุฑส่งไปรษณีย์มาจากเขตดุสิต กทม. ที่รู้กันว่าเป็น “ดงทหาร” ไปยังภาคเหนือ ยังจับมือใครดมไม่ได้เลย ถึงจะมีเอกสารที่ กกต.จัดทำส่งไปพร้อมกับรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในแต่ละบ้านก็ยังบิดเบือนเนื้อหาบางส่วนเลย           ผิดกับคนอย่าง “ลุงกำนัน” ที่มี “นายใหญ่” เก่งประวัติศาสตร์แท้ ๆ แต่กลับไม่จำประวัติศาสตร์ของตัวเองที่เคยออกมาต่อต้านการนิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่มาวันนี้ก็กลับเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นิรโทษกรรม คสช.ยกแก๊ง แถมยัง “ปลุกผีทักษิณ” ในช่วงโค้งสุดท้ายอีกต่างหาก โดยไม่มีกลไกภาครัฐออกมาสกัดขัดขวาง เผลอ ๆ จะสนับสนุนด้วยซ้ำ และการที่สังคมมองว่า “ลุงกำนัน” เป็นคน “ทอดสะพาน” ให้ “ลุงตู่” ออกมายึดอำนาจก็ไม่น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเท่าใดนัก ไม่งั้นคนอย่าง “ลุงกำนัน” คงไม่ออกมา “สรรเสริญ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่คำปรารภที่มองว่านักการเมืองเป็น “ตัวปัญหาของแผ่นดิน” หรอก แถมคนอย่าง “ลุงตู่” ก็ยังติดนิสัย “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” และ “จอมก๊อปปี้” มาจาก “พรรคการเมืองสีฟ้าตราแม่พระธรณีบีบมวยผม” (ที่แม้แต่ตราพรรคก็ยังไป “ก๊อปปี้” การประปามาเลย) ด้วย ดังจะเห็นได้จากหลายเรื่องที่รัฐบาลนี้แก้ปัญหาไม่ได้ เช่นน้ำท่วมสลับน้ำแล้ง การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ นายกฯ ลุงตู่และลิ่วล้อก็พูดหน้าตาเฉยว่า “รัฐบาลที่แล้วทำไว้” แต่พออเมริกา ที่ตัวเองเพิ่ง “ตัดสวาท” เลื่อนระดับปัญหาค้ามนุษย์ขึ้นหน่อยก็บอกว่า “ขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชการที่ช่วยกันทำงาน” หรือบางเรื่องก็พยายาม “สร้างภาพ” ว่าตัวเองมีผลงานด้วยการ “ขโมย” แนวคิดของคนอื่นมาทำงาน เช่นเปลี่ยนคำว่า “ประชานิยม” เป็น “ประชารัฐ” (ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ เพราะคำว่าประชารัฐจริง ๆ แล้วแปลว่า “รัฐของประชาชน” แต่รัฐบาลนี้จงใจแปลเป็น “ความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน” ซะงั้น) หรือขวาง นปช.ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ถึงขนาดจะยัดคดีให้แกนนำและปิด Peace TV โทรทัศน์ของ นปช.30 วันคร่อมช่วงประชามติ แต่กลับให้กระทรวงมหาดไทยตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ขึ้นมา ทีวีช่องเหลือง-ฟ้า-ม่วง ยัง “แท็กทีม” ทำข่าวสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ ถามว่ากลไกรัฐทำอะไรถูกหมด 100% งั้นเหรอ ขนาดร่างรัฐธรรมนูญที่แจกครู ค ก็ยังพิมพ์สลับหน้าไปมา แถมแจกร่างรัฐธรรมนูญพร้อมเอกสารประกอบไม่ทั่วถึง ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปไม่มีใครได้รับ MV เพลงประชามติที่ใช้ออกรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ก็ยังมีภาพกาช่อง “เห็นชอบ” พอถามผู้เกี่ยวข้องเข้าหน่อยก็ “โบ้ย” ไปเป็นความผิดของโรงพิมพ์บ้าง ทั้งที่ผู้จ้างพิมพ์ควรจะสุ่มตรวจงานของตัวเองก่อนออกจากโรงพิมพ์ บอกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวบอกว่าให้แจกเอกสารร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่แจกให้ทุกครัวเรือนบ้าง บอกว่ายังไม่ได้อนุมัติให้เอาคลิป MV ไปออกอากาศทั้ง ๆ ที่มันออกช่องโมเดิร์นไนน์ทีวีไปแล้วบ้าง แล้วอย่างนี้กลไกรัฐด้วยกันจะกล้าตรวจสอบมั้ยล่ะ นี่ยังไม่รวมถึงกรณี “มโนสาเร่” อย่างการติดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์อย่างหละหลวมจนทั้งหมาทั้งลิงเข้าไปทำลายได้ การตั้งข้อหาเด็กประถมที่ฉีกบัญชีดังกล่าวทั้งที่ยังไม่ถึงเกณฑ์รับโทษ และไม่มีเจตนาแท้ ๆ เพียงเพราะเห็นเป็นกระดาษสีสรรสวยงาม เด็กอาชีวะ คนแก่อยากบุหรี่ เด็กที่มีกลุ่มอาการดาวน์ (พิการทางสมอง) หรืออย่างการ “เล่นงาน” กาแฟ “กาโน” ที่จัดประชุมสมาชิกเพราะคำว่า “กาโน” ที่ฟังแล้วเหมือน “กา (โหวต) โน” โดยไม่สนใจว่ามาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) สมุนไพรหลักที่ผสมอยู่ในกาแฟยี่ห้อนั้นนั่นแหละ
          และจากกรณี “ครูอิ๋ว” บัณฑิตสาวจากรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคามถูกข่มขืนแล้วฆ่าอย่างสยดสยอง จึงมีกระแสสังคมเรียกร้องให้เพิ่มโทษในคดีข่มขืนกระทำชำเรานี้ให้เป็นประหารชีวิต ซึ่งนายกฯ ลุงตู่ก็ได้แสดงความคิดเห็นในกรณีนี้ว่า “ดูกฎหมายของประเทศอื่น ๆ เขาด้วย” แต่คนคนเดียวกันนี้ก็กลับบังคับข่มขืนจิตใจคนไทยทั้งประเทศให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และให้อยู่ภายใต้อำนาจของตัวเองโดยไม่คิดจะรับผิดชอบหากผลประชามติไม่เป็นไปตามที่ต้องการ คิดอยู่อย่างเดียวว่า “ถ้าไม่ผ่านก็ร่างใหม่เอง” พอนักข่าวไปถามจี้เข้าหน่อยก็หาว่าเขา “เอาคำพูดผมไปขยายผล” ซะอีก โดยไม่แยแสต่อการที่นายกฯ อังกฤษ “เดวิด คาเมรอน” (David Cameron) ได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง เพราะเชียร์แนวคิดให้อังกฤษอยู่ใน UN ต่อแต่ก็แพ้เสียงประชาชน จึงต้องสละเก้าอี้ จริงอยู่ที่นายกฯ ไทยไม่ได้มาแบบนายกฯ อังกฤษดังที่ท่านว่า เพราะนายกฯ อังกฤษเขามาจากประชาชน แต่นายกฯ ไทยมาจากอำนาจเหนือการเมืองสั่งมาให้ “จัดการ” คนที่ “ไม่ใช่” แม้ว่าจะมาจากประชาชนก็ตาม ไม่เพียงแต่พฤติกรรม “ตระบัดสัตย์” ของนายกฯ ลุงตู่ในเรื่องต่าง ๆ ที่ประมวลมาจากย่อหน้าแรกเพียงอย่างเดียว แต่คนอย่างนายกฯ ลุงตู่ที่ไม่เคยเห็นหัวเวทีโลก ก็มาบอกว่าโทรศัพท์ 25 นาทีไปคุยกับเลขาธิการ UN (โดยปลายสายไม่พูดโต้ตอบหรือซักถามใด ๆ เลย) หรือแม้แต่ส่งตัวแทนไปคุยกับ UN อีกรอบ ซึ่งกลายเป็นว่าตัวแทน UN ออกมาอธิบายว่าเป็นห่วงเรื่องสิทธิมนุษยชนไทยที่ถูกละเมิด ผิดกับที่ฝ่ายรัฐออกมาให้ข่าวโดยสิ้นเชิง!
          อาจเป็นเพราะสมองของ “ท่านผู้นำ” จัดระเบียบเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ดีพอล่ะมั้ง เลยทำให้ท่านสามารถที่จะลืมคำพูดของตัวเองได้แม้เพียงในไม่กี่วันดังที่ได้ยกมา แถมยังเป็นคน “จัดลำดับความสำคัญ” ของเรื่องต่าง ๆ ก็ไม่เป็นซะอีก บัณฑิตใหม่จบมาตกงานเป็นแสน ๆ คน โตโยต้าประเทศไทยเลิกจ้างคนงานบางส่วนออก เศรษฐกิจฝืดเคืองจนการก่ออาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นไม่เว้นวัน แต่กองทัพเรือไทยยังคิดอยากจะมี “เรือดำน้ำเงินผ่อน” จากจีนแดง นี่ถ้าใช้ตรรกะแบบเดียวกับ “ถนนลูกรังยังไม่หมด อย่าคิดเรื่องรถไฟความเร็วสูง” ประเทศไทยก็ยังไม่สมควรมีเรือดำน้ำเหมือนกัน พระสงฆ์องค์เจ้า ครูบาอาจารย์ ทหารตำรวจต้องสละชีวิตร่างกายที่ชายแดนใต้ ถึงขนาด IS ประกาศกร้าวจะยึดอาเซียนก็ยังเฉย สนใจแต่จะเล่นงานนิสิตนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรมที่ต่อต้าน “ร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ” ฉบับนี้ สนใจแต่จะเล่นงานพระที่รับเงินบริจาคจากญาติโยมและกำลังอาพาธ แถมตำแหน่งสังฆราชของอุปัชฌาย์ของท่านก็พยายาม “ยื้อสุดชีวิต” โดยอ้างเรื่องคดีความแม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความว่ากระบวนการเสนอชื่อถูกต้องแล้วก็ตาม ถ้ามีใครไปถามว่าทำไมต้องดึงเช็ง นายกฯ ลุงตู่คงตอบแบบน้องทราย ตลกผู้ล่วงลับว่า “เรื่องนี้อย่ามาถามลุงตู่ เพราะหลวงปู่ขอร้อง” แหง ๆ แถมหลวงปู่ “โล้น แลนด์ลอร์ด” นอกจากจะเป็น “เจ้าพ่อกรวย” แล้วก็ยังเป็นผู้ครอบครองที่ป่าสงวนเชียงใหม่โดยยกเรื่องการปลูกป่าคืนธรรมชาติโดยใช้บริษัทนอมินีมาบังหน้าซะอีก พระอย่างนี้เหรอจะมีหน้ามาด่าพระรูปอื่นว่าเป็น “อลัชชี-อั้งยี่-ซ่องโจร”

ส่วนที่ 2 หลังประชามติ
          หลังจากเกิดเหตุรัฐประหารทีบรรดาแม่ทัพนายกองและสมุนแนวร่วมกลายเป็นกบฏในไม่กี่ชั่วโมงที่ตุรกีเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนก่อน ก็สะท้อนบทเรียนมายังประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งการยอมรับนับถือ “หลักการ” แม้จะไม่ยอมรับ “ตัวบุคคล” และการที่ “กองทัพ” เห็นหัวประชาชนซึ่งไม่รู้ว่าสองสิ่งนี้เมื่อไหร่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ซะที หรือต้องรอให้เกิดการ “เปลี่ยนผ่าน” อะไรซะก่อน
ดังที่ “รู้ ๆ กันอยู่“
          ผลสะท้อนอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดโดยเฉพาะความ “เห็นหัว” ประชาชนของทหาร ก็คือการ “ปิดหูปิดตา” ประชาชนในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ที่มีแต่เพียงเอกสารสรุปของ กกต.ที่ส่งให้เจ้าบ้านพร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในแต่ละบ้าน แต่เอกสารของ กรธ.ไม่ได้ส่งไปเลย มีแต่เพียงแจกจ่ายไปตามสถานที่ราชการต่าง ๆ เท่านั้น ผู้มีความเห็นต่าง ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ กลุ่มการเมืองและขบวนการนักศึกษาก็ถูก “ปิดปาก” ถึงขนาดปิดโทรทัศน์ Peace TV ที่มีความเชื่อมโยงกับ นปช.กันเลย บางรายก็ต้องหมดอิสรภาพ ในขณะที่คนที่แสดงจุดยืนรับร่างฯ ทั้ง “ลุงกำนัน” หรือ “นายกฯ ลุงตู่” ที่อ้างว่าพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งทั้ง ๆ ที่แต่งเครื่องแบบพลเอกเต็มยศไปงาน รร.จปร. กลับสามารถพูดได้อย่างอิสระ
          ซึ่งผลการทำประชามติ 7 สิงหาคมที่ผ่านมามันก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่า “ความพยายามของรัฐบาลทหาร คสช.ไม่เป็นศูนย์” อย่างแท้จริง ด้วยคะแนนเสียงที่ “พลิกความคาดหมาย” ทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง แม้ว่า “หีบไม่แตก” อย่างที่ กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากรพยายามพูดแก้เกี้ยวที่ตัวเองทำหีบพลาสติกแตกโชว์สื่อก็ตาม ด้วยคะแนนเสียงเพียงประมาณ 60% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด และทั้งที่สองพรรคการเมืองใหญ่ที่น่าจะมีคะแนนเสียงเกินครึ่งประกาศปฏิเสธ เหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญของ “ลุงมีชัย” ผ่านประชามติมาได้ มีหลายคนโดยเฉพาะผู้สนับสนุนรัฐทหาร พยายามวิเคราะห์ว่าเป็นการ “สั่งสอนนักการเมือง” ถึงขนาดมีก่อนหน้านั้นบทความที่คอลัมนิสต์ “สายล่อฟ้า” แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขียนชื่นชมร่างรัฐธรรมนูญ “ปราบโกง” ฉบับนี้ทั้งที่บางเรื่องก็ไม่มีบัญญัติไว้จริง เช่นการรับสินบนมีโทษถึงป ระหารชีวิต ซึ่งอยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช.อยู่แล้ว และการห้าม ส.ส.ใช้เอกสิทธิ์ขึ้นเครื่องบินฟรี ซึ่งรัฐสภายังไม่ได้กำหนดเลย แถมยังมีปัญญาชนบางพวกเอาไปแชร์ต่อโดยไม่แคร์ข้อเท็จจริงก็มี ถึงขนาดพูดว่า “อะไรที่นักการเมืองไม่ชอบ จะเป็นประโยชน์กับประชาชน” เลยทีเดียว แต่ผมผู้เขียนกลับมองว่ามีเหตุปัจจัยอื่นที่ดูน่าเชื่อถือและเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ทั้งคะแนนเสียงไม่รับที่ยังชนะในหลายจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากถูก “รังแก” จากเนื้อหาโดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และศาสนา แม้บางเรื่องจะถูกมาตรา 44 “ปะผุ” ทั้งก่อนและในภายหลังประชามติ การที่มีผู้ “โนโหวต” คือไม่ออกไปลงคะแนนเลยทั้งฝ่ายประชาธิปไตยบางส่วนที่มองว่าไม่อยาก “ประทับตรา” ให้กับความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร และฝ่ายสนับสนุนอำนาจเหนือการเมืองที่ “ทำใจไม่ได้” เพราะไม่รู้จะรับตามลุงกำนันหรือไม่รับตามหัวหน้ามาร์คดี และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีพวกที่เบื่อรัฐบาลทหาร อยากรีบเลือกตั้งเร็ว ๆ เลยตัด (สิน) ใจไปรับ ๆ ซะ โดยที่ไม่ได้อ่านร่างฉบับเต็มไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มที่ไม่ได้แจก หรือทางอิเล็กทรอนิกส์เลย ไม่รู้ว่าเพราะมัวแต่เอาเวลาไปเล่น “โปเกมอน โก” หรือไง จนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของว่าที่ “ข้อบังคับประเทศไทย” ฉบับนี้ แล้วนายกฯ ลุงตู่จะดีใจลงไหม ถ้ารู้ว่าคนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คิดแบบฉาบฉวย ไม่ได้คิดอะไรแบบ “ยั่งยืน” ตามนโยบายของท่านเอาซะเลย
          และคำพูดที่คนพวกนี้เคย “ใส่ร้าย” นักการเมืองทั้ง “เสียงข้างมากลากไป” และ “ใช้คะแนนเสียงหาประโยชน์เข้าตัวเอง” มาวันนี้พวกเขาก็ทำตามเสียฉิบ โดยเฉพาะการบิดเบือนคำถามพ่วงที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี” ตั้งแต่ตัวคำถามพ่วงที่ซ่อนเงื่อนคำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” โดยไม่ขยายความว่ามี ส.ส.และ ส.ว.เพื่อหวังให้คนเข้าใจผิดว่าคำนี้หมายถึง ส.ส.อย่างเดียว จนชนะประชามติเพราะเหตุคำพูดซ่อนเงื่อนนี้ และเมื่อประชามติผ่านแล้วคำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งหมายถึง ส.ส.และ ส.ว.จะต้องมาร่วมกัน “โหวต” ชื่อนายกฯ แต่ต้องให้ ส.ส.เสนอ ซึ่งจะต้องอยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.เกิน 5% เท่านั้นเสียก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้จึงค่อยไปเลือกนายกฯ คนนอก ก็ถูก กรธ.พลิกกลายเป็นว่า ส.ว.มีสิทธิ์ “เผือก” ร่วมกับ ส.ส.ทั้งขอให้และดำเนินการเสนอชื่อนายกฯ คนนอกได้ ผ่านทางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แถมคำว่า “5 ปีแรก” และ “รัฐสภาชุดแรก” ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีความเป็นว่า “แม้ว่าจะมี ส.ส.กี่ชุดก็ตาม ส.ว.ก็ยังมีสิทธิเพียงแค่ให้ความเห็นชอบนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. แต่ลดคะแนนเสียงที่จะใช้ขอโหวตเพื่องดเว้นนายกฯ ในบัญชี หากดำเนินการเลือกนายกฯ ในบัญชีไม่ได้แล้ว จากสองในสาม (500 คน) เป็นไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 375 คนของสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน หรือเสียงข้างมากปกตินั่นเอง” หลังจากที่พยายาม “เตะถ่วง” มาตั้งแต่ต้นเดือนโดย “ไล่” กรธ.ให้ไปทำตามแบบฟอร์มฟ้องคดี ส่งผลให้ กรธ.ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปแก้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง คสช.ไม่อยากให้รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 “เสียของ” เพราะต้องการสืบทอดอำนาจผ่านทางรัฐธรรมนูญนี้ ถึงขนาดบัญญัติให้ ส.ว.ชุดแรกที่จะไปโหวตเลือกนายกฯ มาจ ากการแต่งตั้งของตัวเอง โดยอ้างเรื่อง “ความเป็นความตายของประเทศ” แถมยังขู่ว่าถ้าประชุม ส.ส.เลือกนายกฯ ไม่ได้ก็จะใช้มาตรา 44 ที่ยังมีผลต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ยุบสภาซะเลย แล้วอย่างนี้เหรอคนที่บอกว่านักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อน ออกกฎหมายใช้ตัวเองได้ประโยชน์ ใช้ทรัพยากรของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถึงขนาดจะออกกฎห้ามใช้ซองตราครุฑใส่เงินประเพณี ห้ามเอาไฟฟ้าหลวงชาร์จมือถือ แต่ตัวเองก็ยึดอำนาจมาร่างรัฐธรรมนูญไว้เล่นการเมืองเอง น้องชายก็มีเมียเอาชื่อตัวเองไปตั้งชื่อฝาย “แม่ผ่องพรรณพัฒนา” ที่ใช้เงินหลวงทำ แถมยังนั่งเครื่องบินที่ใช้เงินแพงกว่าเงินสร้างฝายถึงกว่า 300 เท่า ไม่กี่วันต่อมาน้ำซัดเข้าจาก “ฝายแม่ผ่องพรรณ” เลยกลายเป็น “ฝายแม่ผ่องพัง” ไปซะงั้นหลานที่เป็นลูกของน้องชายก็ใช้บ้านพักค่ายทหารที่พ่อตัวเองเป็นใหญ่ เปิดบริษัทรับเหมาทุนจดทะเบียน 1,500,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งล้านห้าแสนบาท) สินทรัพย์ถาวร อุปกรณ์ อาคารก็ไม่มี แต่ริอ่านอาจหาญประมูลงานหน่วยงานของพ่อตัวเองที่ใหญ่กว่าเป็นร้อย ๆ เท่าได้ ชนิดเบียดคู่แข่ง “ขาเก่าเจ้าประจำ” ไปไม่กี่พันบาท แต่คนเป็นพี่ชายก็มี “ฉันทาคติ” ปกป้องน้องชายเยอะไปหน่อยจนเผลอ “ฟิวส์ขาด” ใส่คนมาวิจารณ์ซะอีก ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติอีกนั่นแหละที่กำหนดให้การต่อต้านการทุจริตเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน แล้วท่านก็เอาแต่ด่า ๆ นักการเมืองว่าทำร้ายชาติ ทำประชาชนเดือดร้อน ถึงขนาดจะเล่นงานให้ไม่มีที่ยืนดังที่จะกล่าวต่อไป แต่คนอย่างท่านก็กลับลำทำซะได้ คนอย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่เคยเป่านกหวีดต้านการนิรโทษกรรมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยอ้างเหตุผล “ฟอกผิดให้คนหนีคดี” แต่วันนี้กลับชื่นชมนายกฯ ลุงตู่ผู้ฟอกขาวให้ตัวเองว่า “เป็นคนดี” ถึงขนาดจะตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปแล้วเสนอชื่อลุงตู่เป็นนายกฯ อีกรอบหลังเลือกตั้ง โดยอ้างว่านายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้หรือ “เปรมโมเดล” นั่นเอง
          ที่กล่าวไว้ว่าท่านและคณะ คสช.ใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองเพื่อชี้นำสังคมว่าคนพวกนี้เป็นคนคิดไม่ดีต่อชาติ มีหลักฐานยืนยันได้จากเหตุการณ์ “บึ้ม” เจ็ดจังหวัด (ที่ไม่ใช่ชายแดน) ภาคใต้ แถมอำเภอหัวหินของประจวบคีรีขันธ์เป็นแปดจังหวัด โดยฝ่ายความมั่นคงและโฆษกรัฐบาล ซึ่งต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพลโทและรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ ก็พยายาม “ลาก” เรื่องนี้เข้าหาฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะ “ระบอบทักษิณ” เพราะเสียประโยชน์จากการแพ้ประชามติแถมยังเกิดเหตุต่อเนื่องใกล้เคียงจนถึงวันสำคัญของชาติที่กลุ่มนี้ถูกใส่ร้ายว่าไม่จงรักภักดี เมื่อตั้งธงได้แล้วก็พยายามทำให้ “สมจริงสมจัง” ทั้งไปจับคนบ้านเดียวกับคนหน้าเหลี่ยมที่ทำงานขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลในช่วงพักขึ้นบก และจับทั้งแม่ค้าพริกแกงมาโยงกับคนแก่ ๆ แล้วบอกว่านี่คือ “พรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย” (นปป.) เพื่อหวังให้ดูคล้ายคลึงกับ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) ที่มีอดีต “ทหารป่า” เข้าร่วม กะจะทำให้สังคมมองคนพวกนี้ว่าเป็นพวก “ล้มเจ้า” อีกรอบ ก็ตรรกะแบบนี้แหละถึงได้ไปคุมหน่วยงานที่มีฉายาว่า “กรมกร๊วก” โดยไม่แคร์ข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนการลงประชามติ มีประเทศทั้งเพื่อนบ้านอย่างพม่า และประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนคนชาติของตนเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยเมื่อมาไทย ก็โฆษกรัฐบาลคนนี้ไม่ใช่เหรอที่ตอนนั้นออกมาตอบโต้พญาอินทรีว่า “ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแบบบางประเทศที่เอาปืนมาไล่ยิงกันกลางเมือง” มาวันนี้พอคำเตือนของเขาเป็นจริง คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี! แถมรัฐบาลยังไม่กล้าแตะกลุ่มผู้ต้องสงสัยแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่น่าเชื่อได้มากกว่าถึงขนาดเรียกคนพวกนี้เพียงว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” แต่กลับเรียกฝ่ายการเมืองอีกพวกว่า “ผู้ก่อการร้าย”
          นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งทัศนคติของผู้ถืออำนาจรัฐต่อฝ่ายการเมืองเท่านั้นนะ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมก็ยังพยายามสร้างให้เป็นการยุติความไม่เป็นธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกเลิกขึ้นศาลทหารเฉพาะคดีที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่รวมถึงคดีค้างเก่า เพื่อหวัง “แหกตา” เวทีโลกโดยเฉพาะ UN ว่าพลเรือนไม่ต้องขึ้นศาลทหารแล้ว การใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ระงับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะต้องแปรเปลี่ยนไป แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นเพราะนายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช ผู้ได้รับการสรรหาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่แทน ศาสตราจารย์ ดร.ศรีราชา วงศารยางกูรที่อายุครบ 70 ปี ถูกมองว่าเป็น “สายแดง” เพราะเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่งั้นคงไม่พยายาม “บล็อก” ตั้งแต่ในชั้นกรรมการสรรหาถึงพิจารณากัน และส่งให้ สนช.อนุมัติถึงสามสิบกว่ารอบเพราะโดนตีตกแล้วตีตกอีกหรอก
อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ยังล้วงลูกมาอีกถึงขนาดแทรกแซงกระบวนการทางศาล ด้วยการออกคำสั่งทางปกครองให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่า 35,000 ล้านบาท และอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อีกประมาณ 14,000 ล้านบาท หลังจากที่ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง ในนามคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด กรมบัญชีกลาง “ยื้อ” จนข้าราชการประจำทั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์ “ชุติมา บุณยะประภัศร” และอธิบดีกรมบัญชีกลาง “มนัส แจ่มเวหา” ใกล้เกษียณอายุราชการ ทั้งที่คดี 157 จำนำข้าว และระบายข้าว G2G ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่เลย และเคยมีตัวอย่างแล้วว่าต้องรอคดีอาญาถึงที่สุดก่อน จึงเริ่มกระบวนการทางแพ่งได้
          และอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 อีกนั่นแหละที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการข้าราชการประจำที่ถูกสงสัยว่าทุจริตคอร์รัปชัน หรือ “ฝักใฝ่อำนาจเก่า” จนอาคารสำนักงาน ก.พ.หลังเดิมถูกขนานนามว่า “สุสานซี 10-11” เนื่องจากถูกใช้เป็น “กรุ” ของข้าราชการระดับดังกล่าวที่ถูกโยกย้ายมาดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษา” และ “ผู้ตรวจราชการพิเศษ” สำนักนายกฯ โดยมีแต่งาน “ตบยุง” ไม่มีใครมาขอคำปรึกษา และไม่มีราชการอะไรจะให้ตรวจ รายหนึ่งอย่างอดีตผู้ว่าฯ สมศักดิ์ ปะริสุทโธ เหมทานนท์ คนเมืองตรังที่เคยนั่งผู้ว่าฯ โคราช จนได้ฉายาหลวงพ่อคูณมาเป็นชื่อรอง ก็ยังถูกนายกฯ ลุงตู่ย้ายจากผู้ว่าฯ จันทบุรีมาเข้ากรุจนเกษียณอายุเช่นกัน จนต้องหยิบโคลงศรีปราชญ์มาแขวะ เพราะฟ้องศาลปกครองแบบรัฐบาลเลือกตั้งก็ไม่ได้
          องค์กรอิสระที่ไม่น่าจะอิสระสักเท่าใดอย่าง ป.ป.ช.ที่ประธานเป็น “ลูกน้องเก่า” รองนายกฯ ป้อม แถมสำนักงานตัวเองได้คะแนนความโปร่งใสลำดับที่ 100 จาก 155 ซะอีก ก็พยายามยัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับอดีตนายกฯ ปูถึง 15 เรื่อง แม้แต่ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมก็ยังเอามาเล่นงานได้ ทั้งที่ ป.ป.ช.รับเรื่องร้องเรียนทั้งรัฐบาลมาร์คและปู แต่กลับเลือกเล่นงานรัฐบาลปูก่อน ถ้างั้นน้ำที่เพิ่งท่วมเอ้ย! รอระบาย ทำไมไม่เล่นงานนายกฯ ลุงตู่บ้างล่ะ ไม่กล้ามั้งขนาด “ชายหมู” หลานปู่วังบางขุนพรหม ทำกรุงเทพฯ จมบาดาล ลุงตู่ก็แค่ให้หยุดทำงาน ไม่กล้าหาญที่จะปลดออก ผิดกับนายกฯ บ้านนอก ที่โดนปลดออก ไล่ออกกันเป็นแถว

กิตติภัฎ อมะลัษเฐียร
9 ตุลาคม 2559

เกี่ยวกับ armypds50

1.Private Life - Born in June,30 1989 at Police General Hospital Patumwan District of Bangkok -The only children of Thanabat Nuchkamseang (Member of the Council of Koh Wai Municipaility, Nakorn Nayok Province in 1999-2007,2012-Present) and Duenchine Amalashthira 2.Religion Buddhist 3.Education - 1993 Pre-Kindergarten at Anubal Nakorn Nayok School, Nakorn Nayok Province - 1994-2002 Kindergarten and Primary Education at Anubal Watpichaisongkram School, Samut Prakarn Province (Student ID: 5337) - 2002-2005 Junior Secondary Education at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2005-2008 Senior Secondary Education in Science-Mathematics Program at Patumwan Demonstration School, Srinakharinwirot University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 12113) - 2008-2012 Graduated Bachelor of Engineering (Electrical Engineering) at Kasetsart University, Chatuchak District of Bangkok (Student ID: 51055325) - 2012-2013,2013-2016 Graduate Student and Graduated Master of Engineering (Electrical Engineering) at Chulalongkorn University, Patumwan District of Bangkok (Student ID: 5570128021,5670520421) 4.Proudly Performance (External school) - 2001 Received 3rd award from Astronomy Quiz Challenge (Provincial) by Samutprakarn Provincial Educational Office - 2002 Participated in Thai Encyclopedia Quiz Challenge (Regional) by Ministry of Education - 2004 Received 3rd award from Energy Saving and Using Mass Transportation Promotion Motto by Office of Transport and Traffic Policy and Planning, Ministry of Transport - 2005 Received 3rd award from Political Game Quiz by The King Communicaton Company Limited - 2005 Received 1st award from Library Using and Information Searching by Assumption University - 2006 Participated in Academic Quiz by National Institute of Development Administration - 2006 Participated in "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) The Champion 2006 by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2006 Participated in Economist Quiz by Faculty of Economics, Chulalongkorn University - 2010 Produced nickname "Hoi Nerawin" for Bhumjaithai Party by Political Science Association of Kasetsart University 5.Work experience - 2007 Subcontractor for Land Certificate copying for making land database of Ladluang Municipality by OGIS Company Limited - 2011 Internship Student in Production and Broadcasting Technical Department of Bangkok Broadcasting and Television Company Limited (Television Channel 7) - 2012-2015 Tutor for Grade 3-5 students in 5 main substances of learning - 2013-2014 Preparing master copy of "Electrical Engineering Mathematics" textbook in 4th edition printing for Prof.Mongkol Dejnakarintra, Ph.D. 6.Training - 2006 "Ngoen Tong Khong Mee Kha" (The Valued Money) by Thailand Securities Institute, The Stock Exchange of Thailand - 2012 "Huawei Telecom Seeds Project" by Huawei SE Asia Region - 2016 Modern Public Management (mini MPM) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand - 2016 Modern Business Administratioin (mini MBA) (Self-studied) by Office of the Public Sector Development Commission, Office of the Prime Minister of Thailand 7.Private Interest - Reading in interested Topics e.g. Political (Contemporary Political History), Economic (Financial), Social (Education and Sexual Social Problem) and Science and Technology - Listening contemporary songs that have appreciated meaning - Consume freedom mass media e.g. Asia Update TV (TV24),P&P Channel (1TV),UDD Channel (Peace TV),4 Channel (ND Channel,NBTV), Daily World Today Newspaper
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวสารและการเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s